Inspiration of freedom/ November 17, 2018/ วิเคราะห์, เหรียญ และ โทเคน, Litecoin/ 0 comments

Introduction ของ Litecoin

ก่อนที่ Litecoin จะเข้ามาเป็นสกุลเงินดิจิทัล ที่ทำให้ตัวของผู้เขียนตัดสนใจที่จะเข้ามาศึกษามันเป็นเหรียญอันดับที่สองรองลงมาจาก Bitcoin มันมีหนึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวผู้เขียน จึงทำให้ได้มีโอกาสเข้าไปศึกษามันโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ เมื่อช่วงต้นปี 2017 ในขณะที่ผู้เขียนได้เริ่มเข้าไปรู้จักกับ Bitcoin ใหม่ๆ และเริ่มต้นที่จะศึกษามันอย่างจริงจัง ชอบในความเป็นอิสระที่มีอยู่ในตัวของมัน ในตอนนั้นเป็นช่วงที่ผู้เขียนกำลังศึกษาข้อมูลบางอย่าง มันเป็นข้อมูลที่น่าสนใจมากๆ ในความรู้สึกสำหรับตัวของผู้เขียนเองมันเกี่ยวข้องกับบุคคลที่สร้างเทคโนโลยีที่ชื่อ Blockchain เป็น Technology ที่อยู่เบื้องหลัง Bitcoin ขึ้นมา คำถามที่ค้นหาคำตอบไม่ได้มาจนถึงทุกวันนี้ ข้อมูลที่ผู้เขียนพูดถึงในส่วนนี้ก็คือการค้นหาคำตอบว่าใคร “คือผู้ที่สร้าง Bitcoin ขึ้นมากันแน่”มันจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียน ได้เริ่มรู้จักกับ  Litecoin

Background ของ Litecoin

ก่อนอื่นเลยผู้เขียนก็ต้องขอเปรียบเทียบให้ผู้อ่านได้เข้าใจง่ายๆกันก่อนนะครับว่าในปัจจุบัน Bitcoin ถูกเปรียบเสมือนแร่ทองคำ ส่วน Litcoin ถูกเปรียบเสมือนแร่เงิน จะถูกขุดขึ้นมาจากระบบได้ด้วยการทำ Mining เท่านั้น ที่เราแปลกันตรงตัวว่าการ”ทำเหมือง” ซึ่งผู้เขียนก็มีความเห็นตรงกับคนทั่วไปที่เปรียบเทียบแบบนั้น แต่สำหรับคนทั่วไปที่ไม่สามารถขุดก็สามารถครอบครอง Litecoin ได้ผ่านการซื้อในตลาดแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า Exchange

ในมุมมองของตัวผู้เขียนมองว่า Litcoin อาจเปรียบเสมือนเงินบาทที่เราใช้กันในปัจจุบัน มันเหมาะแก่การนำมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันมากกว่า Bitcoin แม้ว่าในความเป็นจริง ทั้งสองเหรียญยังคงไม่เหมาะกับการใช้งานในชีวิตประจำวันก็ตาม แต่ถ้าเทียบกันสองเหรียญแล้ว Litecoin เร็วกว่า เนื่องจากปัจจุบัน Bitcoin ยังไม่พร้อม และยังต้องพัฒนาอีกมาก(ต้องรอ Lighting Network ซึ่งเร็วมาก) การพัฒนาที่ค้อนข้างช้ากว่า Litcoin (ด้วยความเป็น Decentralize ซึ่งเป็นข้อดีนะครับ แต่ก็ต้องแลกมากับอะไรบางอย่าง) ปัญหาหลักที่ยังแก้ไม่ได้ของ Bitcoin ก็คือ Scaling การแก้ไขปัญหาการทำธุรกรรมที่ล่าช้า ซึ่งในปัจจุบัน Litecoin เป็นเหรียญที่ได้ถูกบริษัท Lite.im เลือกและนำมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น อย่าง Lightning Network https://medium.com/zulurepublic/litecoin-goes-text-message-introducing-lite-im-df6348dd3421

ผมจะยกตัวอย่างให้เห็นภาพกันแบบเข้าใจง่ายๆนะครับ ถ้าหากเราต้องการที่จะซื้อน้ำอัดลมเย็นๆซักถุงหรือน้ำเย็นๆสักขวด เพื่อดื่มดับกระหายด้วยอากาศที่ร้อน และแดดแรงมากๆในบ้านเรา หากจ่ายเงินด้วย Bitcoin จะเกิดอะไรขึ้นครับ!! ลองจินตนาการถึงสีหน้าลูกค้าแต่ละคนที่สิครับว่าจะเป็นยังไง ดูแล้วคงจะต้องมีปากเสียงหรืออารมณ์ฉุนกันเกิดขึ้นแน่ๆจริงไหมครับ เพราะ1ธุรกรรมหรือ 1 Block ของ Bitcoinใช้เวลานานถึง 10 นาที ต่อ 1 ธุรกรรม  อากาศก็ร้อนต้องมายืนรอกระบวณการยืนยันธุรกรรมเพื่อจ่ายเงินที่ล่าช้าอีก แบบนี้ก็คงจะไม่ไหวใช่ไหมล่ะครับ แต่ถ้าเราจ่ายเงินด้วย Litecoin ใช้เวลา 2.5 นาที ไวกว่าการจ่ายด้วย Bitcoin ถึง 4 เท่า เพราะมีสภาพคล่องในการทำธุกรรมที่สูงและมีความเร็วในการทำธุรกรรมเพียงแค่ 2.5 นาที ต่อ 1 ธุรกรรมเท่านั้น

ผู้ก่อตั้ง Litecoin Charlie Lee

Litecoin เป็นสกุลเงินดิจิทัล ที่มีจุดเด่นหลายอย่าง อย่างเช่นมีทีมพัฒนาที่ค้อนข้างจะจริงจัง มีการแบ่งงานเป็นสัดส่วนไม่ได้ทำงานคนเดียว มีเทคโนโลยีที่โดดเด่นหลายตัว ในส่วนของตัวผู้สร้างเองก็เอาจิงเอาจังกับโปรเจคนี้มาก  ถึงขนาดยอมลาออกจากบริษัทยักใหญ่อย่าง Coinbase เพื่อมาพัฒนาเหรียญ Litecoin ที่ตัวเองเป็นผู้สร้างขึ้นมา ตรงจุดนี้ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่า การที่ Charlie Lee ตัดสินใจลาอออกจาก Coinbase ทั้งๆที่ Coinbase ก็เป็น Exchange ที่ค้อนข้างมีชื่อเสียงมาก ในการซื้อขายแลกเปลี่ยน Bitcoin ทางแทบตะวันตก ที่มีผู้ใช้งานเป็นจำนวนมากในหลายประเทศทั่วโลก https://en.wikipedia.org/wiki/Coinbase นาย Charlie Lee ก่อนหน้าที่เขา จะเข้ามาทำงานให้กับ Coinbase ในช่วงปี 2013 นอกจากนี้เขายังเคยทำงานให้กับบริษัทยักใหญ่อย่าง Google มาก่อน https://www.weusecoins.com/charlie-lee/  จึงทำให้ผู้เขียนมองว่า นี้ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้ Litecoin เป็นเหรียญที่น่าจับตามองและน่าสนใจ ซึ่งไม่ได้โดดเด่นแค่ในส่วนของ Technology เท่านั้น แต่ยังมีผู้สร้างที่มีฝีมือและประสบการณ์ในการทำงาน

ก่อนที่ผู้เขียนจะลงไปเจาะลึกในส่วนของ Detail เกี่ยวกับ Technology และคุณสมบัติของ Litecoin ขอเล่าถึง Charlie Lee ให้ฟังอีกสักหน่อยและกันนะครับ

DdLIe6vVAAcCHds.jpg-large.jpeg

https://siamblockchain.com/2017/12/20/litecoin-charlie-lee-conflict-of-interest/ เพราะส่วนตัวผู้เขียนเอง ไม่ได้มองแค่เรื่องของ Tecnology เป็นหลักแค่เรื่องเดียว การที่เราจะถือเหรียญใดเหรียญหนึ่ง ที่เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล หรือ Digital asset สักเหรียญหนึ่งในระยาว ที่เราเรียกกันว่าสาย HODL ผู้เขียนมองว่าเราควรจะมองลึกลงไปถึงทีมงาน จุดประสงค์หลักของเหรียญนั้นๆว่าสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร นำไปใช้งานได้จริงๆได้ไหม และเข้ามาแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้าง ร่วมถึงโปรไฟล์ของตัวผู้ที่สร้างเหรียญนั้นๆด้วย  ถึงแม้ว่าผู้เขียนเองจะชื่นชอบใน Technology ทีมีใน Litecoin ชื่นชอบในตัวผู้ที่สร้างเหรียญอย่างนาย Charlie Lee ที่มีดีกรีเรียนจบมาจาก มหาวิทยาลัยชื่อดังอย่าง MIT และเขายังมีประสบการณ์ในการทำงานเคยเป็นวิศวกรทำงานร่วมกับ Google และ Coinbase มาแล้วก็ตามๆ แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า เขาจะเป็นคนดีจริงไหมครับเพราะมันคนละเรื่องกันเรื่องพวกนี้ต้องติดตาม แต่อย่างน้อยๆเราก็ได้รู้ว่าเขาเป็นคนเก่ง และมีความสามารถ ที่จะทำให้ Litecoin  ประสบความสำเร็จได้ และยังเคยทำงานร่วมกับบริษัทยักใหญ่มาแล้ว ข้อมูลต่างๆเหล่านี้จะทำให้ตัวผู้ที่ถือเหรียญมีความมั่นใจที่จะถือครอบครองสินทรัพย์ตัวนั้นๆต่อไป แม้ว่าราคาของมันจะลดลงอย่างมาก เราก็จะไม่รู้สึกหวั่นไหวต่อราคาที่ผันผวนในตลาดของคริปโต เพราะมีความเชื่อมั่น ว่าสินทรัพย์เหล่านั้นมันจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในอนาคต

คุณสมบัติของ Litecoin

Litecoin จะเป็นเหรียญที่มีคุณสมบัติที่คล้ายกันกับ Bitcoin หลายอย่างในเรื่องของ Technology ที่อยู่เบื้องหลัง เหรียญ Litecoin ถูกสร้างขึ้นมาในวันที่ 08 เดือนตุลาคม ปี 2011
ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.01.58.png

ข้อมูลดูได้จาก https://www.coingecko.com/en/coins/litecoin#panel เกิดมาจากการ Fork ออกมาจาก Bitcoin เลยทำให้มันมีความเหมือนกันเป็นอย่างมากจะพูดง่ายๆก็คือ Litecoin เป็นลูกของ Bitcoin  

Litecoin ถูกออกแบบมาให้มีจำนวนเหรียญที่มีอยู่ในระบบ( Mex Supply ) 84 ล้าน Litecoin ปัจจุบัน Litecoin ถูกขุดขึ้นมาจากระบบแล้ว 58.8 ล้าน ยังคงเหลืออยู่ในระบบอีก 25.2 ล้าน Litecoin โดยประมาณ 1 Litecoin จะมี 100,000,000 ล้าน Satoshi สามารถถูกแบ่งออกมาเป็นหน่วยทศนิยมได้ 1.000000000 Litecoin มีทศนิยม 9 ตำแหน่ง และมีชื่อยื่อเป็น LTC หลักการนี้จะถูกใช้อยู่ในหลายสกุลเงินดิจิทัล ที่อยู่ในรูปแบบของสินทรัพย์ดิจิทัล เรียกกันอีกอย่างก็คือ Digital Asset สกุลเงินดิจิทัลทุกสกุลใช้ทศนิยม 9 ตำแหน่ง Litecoin จะใช้ Software ที่มีชื่อว่า Open Source เป็น Software ที่มีการทำงานแบบโปร่งใสและทำงานภายใต้ใบอณุญาติ MIT/X11 Litecoin https://litecoin.org/ ใช้อัลกอริทึมในการขุดที่ชื่อ SCRYPT Charlie Lee ได้ออกแบบให้ Litecoin มีอัตตราการเกิด Block Time อยู่ที่ 2.5 นาที/Block https://bitinfocharts.com/litecoin/

Block Reward ของ Litecoin

Litecoin มีขนาด Block size ไว้สำหรับเก็บข้อมูลหรือจำนวน Transaction ให้มีขนาด 17.3 KB มีอัตตราการจ่ายรางวัลต่อ Block(Block Reward) ในช่วงเริ่มแรก 50 Litecoin ต่อ 1 Block ที่นักขุดเรียกกันว่า Block Reward และจะมีการปรับลดBlock Reward ลงครึ่งหนึ่งเมื่อมีจำนวณ Block ครบ 840,000 Block หรือประมาณทุกๆ 4 ปี ในปัจจุบัน Litecoin ที่เกิดขึ้นใหม่ต่อวันมีจำนวนอยู่ที่ 14,400 Litecoin/ต่อวันโดยประมาณ
ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.03.06.png

ผู้เขียนจะยกตัวอย่างให้ผู้อ่านได้เข้าใจและเห็นภาพมากขึ้น ในส่วนของ Block Reward หรืออัตราการจ่ายผลตอบแทนให้กับ Miner หรือนักขุดเช่น Litecoin เกิดขึ้นมาในปี 2011 Block Reward 1Block=50 Litecoin จะจ่ายให้กับ Miner ที่ช่วยตรวจสอบธุรกรรมและปิดผนึกกล่องที่เรียกว่า Block และนำไปวางต่อๆกัน ไว้ใน Blockchain ระบบจะจ่ายผลตอบแทนให้ผู้ที่ปิดกล่องเป็นรางวัล 50 Litecoin ต่อ1 Block ไปจนถึงปี 2014 หลังจากเดือนตุลาคมปี 2014 เป็นต้นไปมันจะถูกปรับลดลงครึ่งหหนึ่ง เหลือเพียง 25 Litecoin ต่อ 1 Block

ผู้อ่านอาจจะเกิดคำถามขึ้นใช่ไหมครับทำไมต้องลด Block Reward ลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี แล้วแบบนี้ Miner จะอยากมาช่วยปิดกล่องธุรกรรมให้เราทำไม ในเมื่อรางวัลลดลง ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างให้ได้เห็นภาพมากขึ้นไปนี้นิดนะครับ  ลองจิตนาการดูนะครับ ถ้าเมื่อ4ปีที่แล้ว ผู้อ่านได้รางวัลมา 50 Litecoin แต่เมื่อ 4 ปีที่แล้วราคาของ Litecoin อยู่ 10 บาทต่อ 1 Litecoin เท่ากับว่า 50 Litecoin= 500 บาท ถ้าเป็นในปัจจุบันผู้อ่านได้รางวัลในการปิดกล่องอยู่ที่ 25 Litecoin ต่อหนึ่ง Block แต่ราคามันเพิ่มขึ้นคือ 1 litecoin=100 บาท  รางวัล 25 Litecoin มันจะเพิ่มขึ้นตามกาลเมื่อเวลาที่ผ่านมา 4 ปีเป็น 25 litecoin=2500บาท

กล่าวโดยสรุปกระบวนการนี้เป็นกระบวนการควบคุมการเฟ้อของเหรียญ(Inflation) ถ้าไม่ควบคุมการเฟ้อเหรียญในระบบจะมีเยอะเกินไปจนไม่มีค่าหรือเสื่อมค่า แต่การควบคุมจะทำให้เหรียญในระบบน้อยลงและความต้องการสมส่วนกันจนทำให้มูลค่าของเหรียญเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ดังนั้นการลดลงครึ่งหนึ่งทุกๆ 4 ปี จึงไม่ได้มีผลกระทบอะไร ต่อนักขุดหรือ Miner มากนัก เพราะมูลค่าของเหรียญมันเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา แต่สิ่งที่จะมีผลกระทบต่อ Miner เป็นอย่างมากก็คือค่า Difficulty ที่ผู้เขียน จะเขียนอธิบายให้ได้ฟังในหัวข้อต่อถัดไปต่อจากนี้ผู้อ่าน สามารถเข้าไปตรวจสอบ ข้อมูลและรายละเอียด Litcoin แบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา ที่เว็บไซต์ https://bitinfocharts.com/litecoin/

Litecoin Difficulty

ค่า Difficulty แปลว่าความยากหมายถึงความยากในการขุดนั่นเอง เป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นตัวคอยควบคุมมิให้เหรียญที่มีอยู่ในระบบถูกขุดขึ้นมามากจนเกินไปและทำให้เหรียญมันเฟ้อจากกำลังขุดที่เพิ่มขึ้นเพราะระบบเปิดกว้างให้ใครก็ได้สามารถมาขุดได้ โดยมีกลไกการทำงานที่อธิบายง่ายๆก็คือ เมื่อไหร่ก็ตามที่มีกำลังขุดในระบบที่สูงเพิ่มขึ้น หรือมีคนขุด Litecoin กันมากขึ้น กำลังประมวณผลจากคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการขุดมีมากเท่าไหร่ Difficulty ก็จะเพิ่มขึ้นตามกำลังขุดที่มีอยู่ในระบบมากขึ้นเท่านั้น ค่า Difficulty ของ Litcoin ถูกออกแบบขึ้นมาให้มีการถูกปรับทุกๆ 3.5 Days
ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.04.10.png

Difficulty จะเป็นค่าที่คอยควบคุมไม่ให้เหรียญที่มีอยู่มันมีมากจนเกินไปในระบบจากกำลังขุดที่เพิ่มขึ้น

4 Technology ที่อยู่เบื้องหลัง Litcoin

1.Lightning Network

ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.04.59.png

เป็น Technology ที่เข้ามาแก้ปัญหาการทำธุรกรรมที่ล่าช้า และทำให้ผู้ใช้งานสามารถรับส่ง Litecoin ได้เร็วขึ้น มันยังสามารถลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมแต่ละครั้งให้ถูกลง Lightning Network เป็นเทคโนโลยีที่ทาง Litecoin ไม่ได้เป็นผู้พัฒนา แต่ถูกสร้างขึ้นมาโดย Joseph Poon & Thaddeus Dryja เป็นผู้ที่เขียนโค้ดขึ้นมา https://lightning.network/lightning-network-paper-DRAFT-0.5.pdf  Lightning Network ถูกนำไปพัฒนาโดย Lightning  Laps โดยมี Elizabeth Stark เป็น Co-Founder&CEO

ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.05.44.png

https://www.youtube.com/watch?v=a3HulqfzyYE ต่อมาก็มีนาย Jack Mallers ก็ได้นำเอาเทคโนโลยีตัวนี้มาใช้และเป็นผู้ที่สร้างกระเป๋าที่ชื่อ Zap ออกมา https://translate.googleusercontent.com/translate_c?depth=1&hl=th&prev=search&rurl=translate.google.co.th&sl=en&sp=nmt4&u=https://github.com/LN-Zap/zap-desktop/releases/tag/v0.2.2-beta&xid=25657,15700023,15700124,15700149,15700186,15700191,15700201,15700214,15700230&usg=ALkJrhjQNHIfA_dGa_6iEI5DJTpYxxtvhQ ใช้เก็บ bitcoin ด้วยการนำเอาเทคโนโลยี Lightning Network มาใช้ ในปัจจุบัน Lightning Network มีทีมงาน Litecoin Core เข้าไปร่วมเป็นผู้พัฒนา

2.Atomic Swap

เป็นเทคโนโลยีที่มีความสามารถ ส่งเหรียญหากันได้โดยวิธีการ Cross Chain เราสามารถแลกเปลี่ยนเหรียญข้าม Chain กันได้ ซึ่งปกติแล้วไม่สามารถทำได้ โดยวิธีการทำงาน เราสามารถแลกเเปลี่ยน Litecoin ไปเป็นเหรีญสกุลอื่นได้เลยด้วยการ Swap ซึ่ง Litecoin ได้เคยทดลองใช้เทคโนโลยีตัวนี้ Swap Litecoin ไปเป็นเหรียญ vertcoin ได้สำเร็จมาแล้ว โดยไม่ต้องผ่าน Exchange ซึ่งแต่ก่อนถ้าเราต้องการจะซื้อเหรียญอื่นๆ จะต้องแลกมาเเป็น Bitcoin ก่อนและนำ Bitcoin ไปซื้อเหรียญอื่นๆที่เราต้องการ แต่ Atomic Swap สามารถทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินที่เราต้องการได้เลยทันที และถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ซึ่งมีค่าธรรมเนียมที่ถูกและยังสามารถตัดค่าธรรมเนียมของผู้ให้บริการออกไปได้เป็นจำนวนมาก และมีความปลอดภัย(Security)เพราะในขณะมันกำลัง Exchange อยู่ มันจะทำการล็อคตัว Transaction นั้นไว้ หากไม่มียอดโอนเข้ามาตามที่กำหนด ยอดเงินที่ถูกล็อกก็จะถูกส่งคืนกลับไป

3.MAST

MAST จะว่าไปแล้วไม่ได้เป็นเทคโนโลยีเฉพาะของ Litecoin แต่ด้วยความที่ลอก Source Code มาจาก Bitcoin ทำให้ MAST ซึ่งเป็นแผนของการพัฒนาของ Bitcoin นั้น Litcoin จึงได้อานิสงค์ไปด้วย

MAST เป็นเทคโนโลยีที่จะเข้ามาเพิ่มความสามารถในการรองรับธุรกรรมที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นจำนวนมากได้ โดยที่ไม่ทำให้ระบบล่ม MAST จะมีส่วนขยายที่จะทำให้ Technology สามารถขยายตัวได้ เรียกว่า Scallability และยังเพิ่มความเป็นส่วนตัวหรือ Privacy ให้กับผู้ใช้งาน ประโยชน์ ของ MAST หลักๆจะมีอยู่ 4 หัวข้อย่อย  และ 2 แกนหลักที่สำคัญ  https://medium.com/novamining/mast-smart-contracts-on-bitcoin-34b61ba67e19

 3.1 Smart Contract

เป็นสัญญาอัฉริยะ สามารถที่จะเขียนกฏหรือข้อกำหนดสัญญาต่างๆขึ้นมาด้วยตัวเองได้ และนำไป RUN อยู่บน Ethereum Network  โดยที่ผู้เขียนกฏ ข้อมูลที่ถูกบันทึกจะไม่สามารถกลับไปแก้ไขได้ เพราะมันจะถูกเก็บอยู่บน Blockchain พูดง่าย ๆ คือ Litecoin จะเพิ่มความสามารถในการทำ Smart Contract

3.2 Scalability

มีความสารถในการรองรับจำนวนของผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนที่มากได้ ในกรณีที่มีผู้ใช้งานในระบบเป็นจำนวนมากๆในเวลาพร้อมๆกัน ถ้าหากระบบไม่มี Scallability ก็จะทำให้ตัวของระบบหรือเครือข่ายล่มลง เพราะขาดความยืดหยุนในการทำธุรกรรม มันสามารถรองรับปริมาณของจำนวน Transaction ที่มีปริมาณจำนวนมากได้

3.3 Flexibility  

มันจะมีความสามารถในการยืดหยุ่น และมันยังสามารถคิดและค้นหาคำตอบออกมาได้หลายรูปแบบ

3.4 Privacy

จะเป็นการเพิ่มความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งานให้มีมากขึ้น

แกนหลักของ MAST  ประกอบไปด้วยส่วนที่สำคัญหลั 2 ส่วนก็คือ P2SH และMerkle Tree

ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.06.31.png1.P2SH มันถูกย่อมาจากคำว่า Pay to hast จะเข้ามามีส่วนช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับบัญชี ที่อยู่ของกระเป๋าทำให้เราสามารถระบุตัวตนได้ง่าย  โดยกระเป๋าของ Litecoin ตัวอักษรขึ้นต้นในปัจจุบันถูกแบ่งออกเป็น 3 ตัวอักษร

1.กระเป๋าที่ขึ้นต้นด้วยตัว L จะเป็นกระเป๋า Legacy Address ที่ไม่ใช่ P2SH หรือ Segwit เราสามารถแปลงที่อยู่ที่ขึ้นต้นด้วย L ให้เป็น M ได้ที่ลิงค์ด้านล่างนี้นะครับ https://litecoin-project.github.io/p2sh-convert/

2.กระเป๋าที่ขึ้นต้นด้วยเลข 3 ซึ่งเป็นชื่อของกระเป๋า Segwit Address แบบเก่า สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนมาเป็นชื่อที่ขึ้นต้นด้วยตัว M ในปัจจุบันเพราะป้องกัน ไม่ให้เกิดความสับสนระหว่าง P2SH ของ Bitcoin และ Litcecoin  ซึ่งมีโอกาสขึ้นต้นด้วยเลข 3 เหมือนกัน

3.กระเป๋าที่ขึ้นต้นด้วยตัว M (จะถูกใช้งานอยู่บน Hardware wallet อย่าง TREZOR ) หากเรามี Litecoin อยู่ในกระเป๋า TREZOR ซึ่งมันจะขึ้นต้นด้วยตัว M หากผู้ใช้งานเกิดส่ง Litecoin ออกไปผิดกระเป๋า ดันเอากระเป๋าของ Bitcoin ใส่เป็นกระเป๋าปลายทาง Litecoin ที่เรากดส่ง มันจะไม่สามารถส่งออกจากกระเป๋า M-address ที่อยู่ใน TRZOR ของเราได้ซึ่ง P2SH จะเข้ามาแก้ไขปัญเรื่องส่งเหรียญไปผิดกระเป๋าจาก Litecoin ไปยังกระเป๋าของ Bitcoin

 2.MerkleTree

หรือจะเรียกอีกอย่างหนึ่งคือ Hash Tree มีความสารถในเรื่องของการตรวจสอบข้อมูลที่จะถูกจัดเก็บได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยข้อมูลแต่ละข้อมูลจะถูกเก็บลง Block ซึ่งแต่ละ Block จะถูกตวรจสอบแล้วนำไปเก็บไว้ใน Node

4.Covenants
ภาพหน้าจอ 2018-11-16 18.07.34.png

จะเข้ามาช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับ Private Key ของผู้ที่ใช้งานมากขึ้น นอกจากนี้ยังเพิ่ม Poison Transaction ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาในส่วนการทำธุรกรรมที่ซ้อนกัน ในตัว Covernants จะประกอบไปด้วยแกนหลัก 2 ตัวก็คือ  

1.Private Key คือกุญแจสำคัญ ที่ผู้ใช้งาน จำเป็นต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี และอย่าทำหายเด็ดขาด ซึ่งCovernants จะเข้ามาช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตัว Private Key ของผู้ใช้งานให้มีเพิ่มขึ้น ด้วยการชะลอการถูก Hack หรือการสูญเสียกุญแจอย่าง Private Key เท่านั้น หากผู้ใช้งานถูกโจรกรรมรหัสหรือกุญแจไป นั้นหมายความว่า เงินของผู้ใช้งานยังคงถูกขโมยไปได้แต่ Covernants มันจะเป็นตัวที่เข้ามาแก้ไขช่องโหว่ของ Private Key โดยจะช่วยถ่วงเวลาไม่ให้หัวขโมย โอนเหรียญของผู้ใช้งานออกไปได้เร็วก็เท่านั้น มันจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการโอนเงิน เพราะผู้ที่ขโมยมีเพียง Private Key แต่ไม่มี Wallet ก็จะถ่วงเวลาหัวขโมยได้อย่างน้อยๆก็1วัน ซึ่งอาจจะช่วยให้ผู้ใช้งานไม่สูญเสียเงินได้ในกรณีที่Private Key ถูกเปิดเผย และผู้สูญเสียรู้ตัวทัน

2.Poison Transaction เป็นกระบวนการหนึ่งในการโจมตี การทำธุรกรรมที่ซ้อนกันที่เรียกกันว่า Double-Spending Attacks ซึ่งปัญหาตรงนี้ Bitcoin เองก็ยังคงเจอปัญหานี้อยู่ และอยู่ในขั้นตอนการพัฒนาเพื่อป้องกันต่อไปมีแผนที่จะพัฒนาใน 3 เรื่อง

ในส่วนของการวางแผน ทางการพัฒนาโปรเจค Litecoin มีการวางแผนอยู่ 3 ระยะก็คือ ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว
2018-11-16 18.08.21

2.1 เรื่องของ Schnorr Signatures จะเป็นการพัฒนาเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำให้ Litecoin มีเอกลักษณ์ หรือจะเรียกว่าลายเซ็น ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนแบบได้

2.2 เรื่องของ Confidential Transaction จะเป็นการทำธุรกรรมแบบไม่เปิดเผยข้อมูล ลักษณะการทำงานจะเหมือนเหรียญ Monero Zcash หรือเหรียญที่เป็นของคนไทยสร้างเองอย่าง Zcoin ที่มีความสามารถในการทำธุรกรรม โดยที่ไม่เปิดเผยข้อมูลเป็นสาธารณะ

2.3 การทำ Scaling research  มีแผนที่จะพัฒนาในส่วนที่เรียกว่างานวิจัยเกี่ยวกับวิธีการกำจัดปัญหาความล่าช้าในการทำธุรกรรม

สรุปโดยรวม

ถึงแม้ Litecoin จะเป็นสกุลเงินดิจิทัลที่มีเทคโนโลยีที่ดี มีเงินทุนสนับสนุนและมีทีมงานที่มุ่งมั่นตั้งใจแค่ไหน หากจะนำเหตุผลเหล่านี้มาใช้ในการตัดสินหรือชี้วัดถึงความสำเร็จของ Litecoin มันก็คงไม่สามารถการันตีถึงความสำเร็จได้ ผู้เขียนจึงมองว่าเหตุผลเหล่านี้มันคงไม่เพียงพอ ที่จะนำมาใช้ชี้วัดถึงความสำเร็จที่เหรียญใดเหรียญหนึ่งควรจะมี หากเหรียญนั้นไม่ได้ถูกนำมาใช้งานได้จริงหรือเข้ามาเป็นส่วนส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันหรือเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับผู้คนจำนวนมากได้ ผู้เขียนมีความเชื่อที่ว่า ยังมีผู้คนอีกเป็นจำนวนมากที่กำลังรอคอยบางสิ่งบางอย่างที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้นและมีอิสระภาพเสรีมากขึ้นกว่าเดิม

และสิ่งที่ผู้เขียนมองเห็นใน Litecoin ก็คือ Litecoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลที่ไม่ได้มีดีเพียงเทคโนโลยีหรือแค่เงินทุนสนับสนุนเพียงแค่นั้น การที่ Litecoin จะประสบความสำเร็จได้ จะต้องได้รับการร่วมมือจากหลายๆหน่วยงาน ทั้งภาครัฐ เอกชน ร่วมไปถึงประชาชนทุกชนชั้น ซึ่งตรงจุดนี้ผู้เขียนได้ให้ความสำคัญเป็นอย่างมากและคิดว่าเป็นคุณสมบัติที่เหรียญอื่นๆควรจะมี Litecoin จะประสบความสำเร็จได้มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับว่าสามารถครองใจประชาชนได้มากน้อยแค่ไหนที่สำคัญมันจะถูกนำไปใช้งานจริงเป็นวงกว้างได้มากน้อยแค่ไหน

ซึ่งในปัจจุบัน Litecoin เป็นเหรียญที่ได้ถูกบริษัท Lite.im เลือกและนำมาใช้ประโยชน์ เนื่องจากมีเทคโนโลยีที่โดดเด่น อย่าง Lightning Network https://medium.com/zulurepublic/litecoin-goes-text-message-introducing-lite-im-df6348dd3421 Lite.im เป็นโครงการใหม่จากสาธารณรัฐซูลู ได้มีการนำเหรียญ Litecoin เข้ามาใช้งานโดยที่ผู้ใช้งาน ไม่จำเป็นต้องใช้อินเตอร์เน็ต ก็สามารถโอน Litecoin ให้กันได้โดยการส่งผ่านทาง SMS ทำให้สามารถเข้าถึงประชากรที่อยู่บนพื่นที่ห่างไกลและไม่สามารถเข้าถึงและใช้งานอินเตอร์เน็ตได้ นอกจากนี้ Litecoin ยังสามารถส่งผ่าน App อย่าง Telegram ได้ด้วยเช่นกัน มูลนิธิ Litecoin ยังได้ทำการเข้าซื้อหุ้นจากธนาคารเยอรมัน 9.9% https://litecoin-foundation.org/2018/07/why-the-litecoin-foundation-decided-to-acquire-a-10-stake-in-a-german-bank/ เพื่อเป็นการเปิดโอกาสและสารความสัมผันซึ่งกันและกันระหว่างธนาคารและมูลนิธิ Litecoin

จากเหตุผลและผลงานที่ Litecoin ได้ทำจึงทำให้ผู้เขียนได้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของทีมงานรวมถึงตัวผู้ที่สร้างเหรียญ อย่างนาย Chalie Lee เขาเป็นคนเก่งและมีมุมมองที่กว้างไกลและยังมองเห็นโอกาสความเป็นไปได้ที่จะทำให้ Litecoin  มุ่งหน้าไปสู่ความสำเร็จไม่ใช่เพียงแค่โปรเจคเพ้อฝัน

บทความนี้ผู้เขียน ได้เขียนขึ้นมาเพื่อใช้ในการศึกษาเท่านั้น มิได้มีเจตนาที่จะให้เข้าไปลงทุนหรือชี้นำให้ไปซื้อแต่อย่างใด เพราะทุกการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล มีความเสี่ยงที่สูงมาก

* (สามารถจำกัดความเสี่ยงได้ ด้วยความรู้และศึกษามันให้เข้าใจ)*

หวังว่าบทความนี้คงก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อ่าน

นัท

Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.