lakchai4/ December 18, 2018/ วิเคราะห์, เหรียญ และ โทเคน, Monero/ 0 comments

ประวัติ Monero

Monero ได้ถือกำเนิดเมื่อตอนปี 2014 เป็นเหรียญที่ถูกพัฒนาต่อมาจากเหรียญที่มีชื่อว่า CryptoNote ซึ่งถูกออกแบบมาให้เป็น Proof-of-Work(PoW) ที่สามารถใช้ CPU ในการถอดรหัส โดยมี Algorithm ชื่อว่า CryptoNight ที่ใช้ในการถอดรหัส  CryptoNote เป็นเหรียญที่มีความแตกต่างจากเหรียญตัวอื่นตรงที่ไม่มันได้เอา Code หลักของ Bitcoin มาพัฒนาหรือต่อยอดใดๆ แต่เลือกที่จะใช้ Code ที่สร้างขึ้นมาใหม่ซึ่งตั้งใจที่จะทำให้เป็นเหรียญที่จะมาแก้ไขปัญหาบางจุดที่เกิดขึ้นกับตัว Bitcoin และต้องการสร้างให้เป็นเหรียญที่เน้นให้มี Privacy หรือความเป็นส่วนตัวสูงนั่นเอง โดยตอนแรกเริ่มโปรเจคนั้น Monero มีชื่อเดิมว่า BitMonero ที่มีพื้นฐานมาจากเหรียญตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า Bytecoin โดยตอนนั้นดูแลโดยผู้ที่ใช้นามว่า thankful_for_today

Monero ช่วงตั้งไข่

ช่วงเริ่มแรกนั้น BitMonero ยังเป็นกลุ่ม Community ที่เล็กและยังไม่เป็นที่รู้จักทำให้การพัฒนาโปรเจคเป็นไปค่อนข้างช้า จนต่อมาผู้นำกลุ่ม Community  ที่ชื่อว่า Johnny Mnemonic ได้เข้ามาอยู่ในทีมพัฒนาและเปลี่ยนชื่อจาก BitMonero เป็น Monero  หลังจากนั้นไม่นาน Monero ก็เริ่มเป็นที่รู้จักและมาโด่งดังในปี 2016 ซึ่งจากข้อมูลใน Market Capitalization ถือได้ว่าเหรียญที่เติบโตมากกว่าเหรียญอื่นๆภายในปีนั้น ซึ่งสาเหตุที่มันเติบโตอย่างมากก็เนื่องมาจากมันเป็นเหรียญที่มี Privacy สูงและไม่สามารถที่จะสืบค้นหาผู้ส่งและผู้รับได้มันจึงเป็นเป้าหมายที่จะใช้สำหรับกลุ่มคนบางกลุ่มที่เข้าไปเกี่ยวข้องในด้านตลาดมืดเช่น การค้ายาหรือการซื้อขายอาวุธสงครามกัน https://bit.ly/2JuK444   

ข้อมูลทางเทคนิคของ Monero

การควบคุมปริมาณเหรียญของ Monero

เหรียญ Monero เกิดหลัง Bitcoin หลายปีจึงได้เห็นข้อเสียที่ Bitcoin ดำเนินมาและด้วยความแตกต่างในด้านเทคโนโลยีที่อยู่ในตัวเหรียญเองทำให้เป็นข้อได้เปรียบในบางเรื่องเช่น Privacy ทำให้เป็นที่รู้จักในเวลาต่อมา นอกจากความแตกต่างในด้านเทคโนโลยีแล้วการควบคุมปริมาณเหรียญของ Monero ที่ถูกปล่อยออกมาในระบบก็ยังแตกต่างจากตัว Bitcoin โดยปริมาณของเหรียญ Monero จะถูกควบคุมให้ออกมาในลักษณะที่เรียกว่า Emission ที่ค่อยๆปล่อยเหรียญที่มีอยู่ในระบบออกมา ซึ่งการปล่อยออกมาจะแบ่งออกเป็นสองช่วงคือช่วง Pretail Emission และ Tail Emission โดยปริมาณของเหรียญ Monero จะค่อยๆออกจากระบบในลักษณะ Curve ในช่วง Pretail Emission ซึ่งจะเห็นได้จากกราฟที่แสดงในรูป A ซึ่งจากกราฟจะเห็นได้ว่าเหรียญจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นและใกล้เคียงกันกับ Bitcoinในช่วงปี 2019

.jpg

การควบคุม Block Reward ของ Monero

ส่วน Block Reward ของเหรียญ Monero ที่มีให้สำหรับนักขุดจะค่อยๆลดลงในลักษณะ Curve ซึ่งแตกต่างจาก Bitcoin ที่ลดลงแบบครึ่งหรือที่เรียกว่า Halving ในทุกๆสี่ปี โดยในช่วง Pretail Emission เหรียญจะมีปริมาณลดลงและไปตามทัน Bitcoinในช่วงราวๆปี 2019 จากนั้นจะค่อย ๆ ลดลงจนถึงช่วงTail Emission ที่อยู่ราวๆปี 2022 ซึ่งจะเห็นได้จากกราฟที่แสดงในรูป B

.jpg

หลังจากนั้นเหรียญในระบบจะคงที่ ซึ่งถึงแม้ปริมาณเหรียญในระบบจะคงที่แต่ด้วยความที่ผู้พัฒนาตั้งใจไว้ว่าจะควบคุมอัตราการเฟ้อของเหรียญ ดังนั้นจึงควบคุมปริมาณเหรียญที่ยังเหลืออยู่ให้ออกมา 0.88888….% ต่อปีไปเรื่อยๆซึ่งก็หมายความว่าปริมาณเหรียญจะยังมีในระบบและผู้ขุดก็ยังจะได้รับ Reward ไปเรื่อยๆ และการ verify blockchain ก็จะยังเกิดขึ้นตลอดเวลานั่นเอง

การ Hard forkของเหรียญMonero

ทางทีมพัฒนาเหรียญ Monero ได้มีความพยายามที่จะอัพเกรดเหรียญเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในการใช้งานและแก้ไขปัญหาบางจุดที่เกิดขึ้นกับตัวเหรียญ โดยในเดือนเมษายนปี 2018 ได้มีการ Hard fork เป็นโพรโตคอลเวอร์ชัน 12 โปรเจคเหรียญใหม่ที่เกิดออกมาจากการ hard fork ในครั้งนี้ทำให้เกิดเหรียญขึ้นมาสี่เหรียญด้วยกันคือ Monero Classic, Monero 0 (XMZ), Monero Original (XMO) ซึ่งโปรเจคเหรียญเหล่านี้ทำงานอยู่บนโพรโตคอลเวอร์ชัน 11 ของ Monero ตัวหลักโดยฟีเจอร์หลักที่เกิดขึ้นจากการ Hard fork ครั้งนี้คือมีอยู่ด้วยสองอย่างคือ

  1. การแก้ไขอัลกอริทึ่ม Proof-Of-Work ของ Monero ที่จากเดิมใช้อัลกอริทึ่มชื่อว่า CryptoNight มาเป็น CryptoNightV7  ซึ่งจะทำให้เครื่องขุดจำพวก ASIC ไม่สามารถขุด Monero ได้ ทั้งนี้เนื่องจากทางทีมพัฒนา Monero เองมองว่าการใช้เครื่อง ASIC มาขุดนั้นจะส่งผลทำให้นักขุดรายใหญ่ที่มีกำลังทรัพย์มากสามารถเป็นผู้ถือครองส่วนแบ่งการตลาดของแรงขุดในเครือข่ายทั้งหมดได้ ทำให้นักขุดรายเล็กหรือนักขุดที่ใช้เพียงแค่การ์ดจอขุดไม่สามารถขุดได้อย่างมีประสิทธิภาพซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบ Ecosystem และทำให้ความเป็น Dencentralized นั้นลดน้อยลง
  2. เพิ่ม Ring-Size จากเดิมที่เป็น mixin 6 ไปเป็น mixin 7 ทำให้ขนาดของ Ring signature เพิ่มขึ้นส่งผลให้การตรวจสอบ Address ของผู้ส่งนั้นทำได้ยากขึ้นและช่วยให้การทำธุรกรรมสามารถเพิ่มจำนวนเหรียญในการโอนได้มากขึ้นอีกด้วย https://bit.ly/2DcNJnR

Monero Community

ในแง่ของ Community นั้นเหรียญ Monero ถือได้ว่าเป็น Community ที่แข็งแกร่งมากถึงแม้ว่าปัจจุบันนักพัฒนาบางคนจะออกจากทีมไปแล้ว  แต่ผู้นำคนหลักๆ ที่เป็นหัวใจสำคัญของทีมก็ยังคงอยู่

นอกจากนี้ก็ยังมี Contributors ที่เป็นอาสาสมัครทั่วโลกกว่าสี่ร้อยคนที่ยังอยู่ในทีมและช่วยพัฒนาโปรเจคอยู่ตลอดเวลา ซึ่งถ้าย้อนดูจากผลงานในช่วงที่ผ่านมาถือได้ว่ามีผลลัพธ์ออกมาที่ค่อยข้างดี

โดยรวมแล้วตัวเหรียญ Monero ถือว่ามีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในหลายๆด้าน มี Community ที่แข็งแกร่งและมีเป้าหมายที่ชัดเจน มีผลงานที่แสดงออกมาให้เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน มีระบบเงินทุนในลักษณะ Funding สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

นอกจากนี้ยังมี Research Lab ที่จะทำให้มีการพัฒนานวัฒกรรมอะไรใหม่ๆที่จะเพิ่มเข้ามาในอนาคต ถึงแม้จะเป็น Community แข็งแกร่งแต่ในอีกมุมมองผู้เขียนมองว่าด้วยความที่มันเป็นเหรียญที่เปิดให้ทุกภาคส่วนของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการเข้ามาพัฒนาซึ่งอาจทำให้มีกลุ่มคนบางกลุ่มที่เข้ามาเพื่อหวังผลประโยชน์อะไรบางอย่างและเอาเหรียญไปใช้ในด้านที่ไม่ดีและอาจส่งผลให้เกิดภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีต่อองค์กรได้ และด้วยความเป็น Community ใหญ่ทำให้การที่จะพัฒนาไปข้างหน้ามันค่อนข้างช้า เนื่องจากการที่จะทำอะไรสักอย่างต้องรอความคิดเห็นหรือข้อยุติของทุกฝ่าย

 CryptoNight Hash Algorithm  ของ Monero

CryptoNight Hash Algorithm  ของ Monero  เป็น Algorithm ที่เข้าถึงได้ง่ายและสามารถขุดได้ด้วยคอมพิวเตอร์ทั่วไป โดยหลักแล้วมันออกแบบมาสำหรับขุดโดยใช้ CPU แต่ GPU ก็สามารถขุดได้ โดยเฉพาะคนที่เคยขุด Ethereum ก็หันมาขุด Monero กันก็มี แต่ก็ด้วยความที่มันเข้าถึงง่าย จึงถูกคนเอาไปใช้ในทางที่ไม่ควร ถ้าจำกันได้จะมีข่าวที่เว็บ Thepiratebay เอา Script ขุด Monero ไปฝังไว้แล้วถ้าใครเข้าไปจะโดนขโมยกำลัง CPU ไปขุด หรือเว็บ CoinHive ที่ออกแบบมาให้ใช้แค่ Script ให้การใช้กำลังขุดจากเครื่องของคนที่ Click link โดยปัญหาเหล่านี้ทางทีมพัฒนาพยายามที่จะไขทำให้หลังจากที่มีการ Hard fork ได้มีการอัพเกรดอัลกอริทึ่มตัวใหม่เป็น CryptoNightV7 ซึ่งอัลกอริทึ่มตัวนี้เครื่องขุดจำพวก ASIC จะไม่สามารถขุดได้ ทั้งนี้ทางทีมพัฒนาก็มองว่าการอัพเกรดอัลกอริทึ่มนั้นก็เพื่อป้องกันปัญหาต่างๆที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

Adaptive block size limit  ของ Monero

Adaptive block size limit  ของ Monero  เป็นเทคโนโลยีที่ออกแบบมาให้สามารถขยายขนาด Block ได้อัตโนมัติเพื่อเพิ่มความจุให้กับจำนวน Transaction ที่จะเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต โดยเทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับตัวบิทคอยคือ ปรกติ Bitcoin Block จะสร้างทุก ๆ 10 นาที โดย Block มันจะถูกจำกัดขนาดไว้ ถ้าในช่วงที่มี Transaction เยอะ ๆ พื้นที่ ในการเก็บ Transaction มันไม่เพียงพอต่อการทำธุรกรรม ทำให้เกิดธุรกรรมค้างและถ้าอยากให้การทำธุรกรรมไวขึ้นต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งนี่แหละที่ Monero จะออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ คือ ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมเพิ่มในการทำธุรกรรม เนื่องจากสามารถขยายขนาดของ Block เดิมที่ยังมีการทำธุรกรรมอยู่ได้ถึงแม้ว่ายังไม่ถึงรอบที่จะเกิด Block ใหม่เข้ามา

Ring Signature, Stealth Address และ Ring Confidential Transaction ของ Monero

  • Ring Signature เป็นเทคนิคในการซ่อน Address ผู้ส่งเพื่อไม่ให้ สืบค้นกลับมาได้ว่าใครเป็นผู้ส่งส่ง
  • Stealth addresses เป็นเทคนิคในการซ่อน Address ผู้รับเงินเพื่อรับเงินโดยที่ไม่มีใคร สืบค้นกลับไปได้ว่าเจ้าของคือใคร ซึ่งเทคนิคนี้ Litecoin มีแผนจะพัฒนาเหมือนกัน คิดว่าน่าจะได้อิทธิพลมาจาก Monero ดูได้จาก https://youtu.be/hfz8UheSUys
  • Ring Confidential Transaction เป็นเทคนิคในการรับส่งเหรียญโดยที่ไม่ต้องเปิดเผยจำนวนเหรียญที่จะส่ง ซึ่งทุกคนจะสามารถมองเห็น Transaction ในระบบแต่จะไม่มีโครรู้เลยว่าจำนวนเท่าไหร่ ผู้ที่รู้จะมีแค่สองคนคือคนส่งและคนรับ ซึ่งก็คล้าย ๆ กับการ Shield ที่เคยอธิบายไปในเหรียญ Zcash ดูได้จาก https://youtu.be/j1dOksVTmm8

Kovri ของ Monero

Kovri — เทคโนโลยีที่อยู่ในช่วงพัฒนา เทคโนโลยีนี้น่าสนใจตรงที่มัน Encryption จากต้นทางไปปลายทาง ไม่ว่าจะเป็นผู้รับหรือผู้ส่งจำเป็นจะต้องเปิดเผย IP Address ของตัวเอง หลักการเหมือนกับ dark net ที่เรียกกันว่า I2P (invisible internet project) โดยใช้ garlic encryption กับ garlic routing ที่เป็น Open source project

Open Alias ของ Monero

Open Alias — เป็นเทคโนโลยีที่เอาไว้เก็บชื่อกระเป๋าเพื่อให้จำได้ง่าย ภาษาทางเทคนิคเรียกกันว่า FQDNs (Fully Qualified Domain Names, i.e. example.openalias.org) เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้คนใช้งานได้ง่ายขึ้น เหมือนกับเวลาเราพิมพ์ www.google.com แทนที่จะพิมพ์เป็น IP Address

Monero Bulletproof

Bulletproof เป็นเทคโนโลยีที่เพิ่งอัพเกรดใช้เมื่อวันที่18 ตุลาคม 2018 ที่ผ่านมา โดยเทคโนโลยีนี้ออกแบบมาเพื่อขยายเครือข่าย Blockchain ของ Monero ให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ช่วยลดขนาดของการทำธุรกรรมให้มีขนาดเล็กลงที่จากเดิมมีขนาด 18.5 kb ลดลงเหลือ 3 kb ส่งผลทำให้ค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมนั้นถูกลง นอกจากนี้ยังจะช่วยลดเวลาในการทำธุรกรรมให้น้อยลงอีกด้วย  https://bit.ly/2RrXZvK

ข้อดีของเหรียญ Monero

  • เป็นเหรียญที่มีความเป็นส่วนตัว(Privacy)สูง
  • เป็นเหรียญที่ยังพอขุดได้เนื่องจากยังอยู่ในช่วง Pre-tail Emission
  • เป็นเหรียญที่มี Community ที่ค่อนข้างแข็ง ทุกคนเข้าถึงได้เนื่องจากเป็น open source
  • มีแผนพัฒนาที่ชัดเจนและแสดงผลงานการพัฒนาออกมาให้เห็นเป็นรูปธรรม
  • มีระบบเงินทุนในลักษณะ Funding สามารถเข้าไปตรวจสอบได้

ข้อเสียของเหรียญ Monero

  • เสี่ยงที่รัฐบาลจะเข้ามาควบคุมไม่ให้ใช้เนื่องจากไม่สามารถตรวจสอบเส้นสายโซ่ธุรกรรมได้
  • เป็นเหรียญที่ติดภาพลักษณ์ที่ไม่ค่อยดีเนื่องจากมีกลุ่มคนเอาเหรียญไปใช้ในด้านมืด เช่น ค้ายาหรือ-ซื้อขายอาวุธสงคราม เช่น Alphabay
Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.