lakchai4/ February 21, 2019/ วิเคราะห์, เหรียญ และ โทเคน/ 0 comments

 

บิทคอยน์ (Bitcoin) คืออะไร

download

บิทคอยน์ (Bitcoin) หรือที่ถูกเรียกกันว่าเป็น ทองคำในรูปดิจิทัล คือสกุลเงินเงินดิจิตอลสกุลแรกของโลกที่ถูกสร้างขึ้นในปี 2009 โดยนักพัฒนาซอฟท์แวร์ที่ใช้นามแฝงว่า Satoshi Nakamoto บิทคอยน์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสกุลเงินที่ไม่มีการควบคุมจากรัฐบาลหรือธนาคารกลาง เพื่อป้องกันการเกิดปัญหาเงินเฟ้อที่เกิดจากการที่รัฐบาลพิมพ์เงินออกมาในระบบในปริมาณที่มากเกินไป โดยตัว Bitcoin ถูกออกแบบมาให้มีปริมาณจำกัดอยู่ในระบบที่ 21 ล้านหน่วยแต่สามารถแยกย่อยเป็นหน่วยที่เล็กกว่าเดิมได้เรียกว่าหน่วย Satoshi โดยหนึ่ง Satoshi มีค่าเท่ากับ  0.00000001

ระบบ Peer-to-peer คืออะไร

การรับส่งบิทคอยน์จะรับส่งในลักษณะของ Peer-to-peer หรือระบบการรับส่งไฟล์ผ่านเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ โดยไม่ต้องผ่านคอมพิวเตอร์หลักหรือไม่มีเซิร์ฟเวอร์เป็นศูนย์กลาง หรือถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นกันชัดๆก็คล้ายกันกับตัว Bittorrent ที่เราใช้แลกเปลี่ยนไฟล์กันโดยไฟล์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดจากการส่งจะถูกเก็บไว้ในรูปของ Blockchain

 

 

https://en.wikipedia.org/wiki/Peer-to-peer

 

Blockchain คืออะไร

Blockchain คือ การเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมในรูปแบบ Digital transaction ที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบความถูกต้องด้วยการเข้ารหัส (Cryptography) ของเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่า “Node” โดยธุรกรรมที่เกิดขึ้นจากการตรวจสอบจะถูกเก็บไว้ในลักษณะที่เป็น Block ที่ต่อกันเป็นโซ่ (Chain) จึงเรียกว่ารวมกันว่าบล็อกเชน ซึ่งข้อมูลที่เกิดขึ้นจะถูกแชร์และลิงค์ไปยังทุกคนที่อยู่ในระบบให้สามารถตรวจสอบได้แต่ไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขได้

 

https://bit.ly/2MTLDeU

Cryptography  คืออะไร เกี่ยวข้องกับบิทคอยน์อย่างไร

Cryptography เป็นกระบวนการเข้ารหัสลับที่เกิดขึ้นระหว่างการติดต่อสื่อสารกันของบุคคล 2 ฝ่าย โดยการเข้ารหัสจะถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทตาม วิธีการใช้กุญแจคือ

ระบบเข้ารหัสแบบกุญแจสมมาตร (Symmetric-key cryptography)

คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสที่ใช้กุญแจรหัสตัวเดียวกัน โดยผู้ส่งและผู้รับจะต้องมีกุญแจรหัสที่เหมือนกันเพื่อใช้ในการเข้ารหัสและถอดรหัส เช่น นายเอต้องการจะส่งข้อความชุดหนึ่งไปให้นายบี ข้อความนั้นจะถูกเข้ารหัสโดยใช้กุญแจเข้ารหัส (Secret Key) เมื่อนายบี ได้รับข้อความที่ถูกเข้ารหัสแล้ว นายบีก็จะทำการถอดรหัสโดยใช้กุญแจตัวเดียวกันกับที่นายเอใช้ในการเข้ารหัส

Symmetric_Encryption.png

https://bit.ly/2WHSMn1

ระบบเข้ารหัสแบบกุญแจอสมมาตร (Asymmetric-key cryptography)

คือ การเข้ารหัสและถอดรหัสโดยใช้กุญแจรหัสคนละตัวกันหรือที่เรียกกันว่ากุญแจคู่ โดยกุญแจคู่ที่ว่านี้จะประกอบไปด้วย กุญแจส่วนตัว (Private key) และกุญแจสาธารณะ (Public key) โดยหลักการทำงานคือ ถ้าใช้กุญแจลูกใดเข้ารหัสแล้ว ก็ต้องใช้กุญแจอีกลูกหนึ่งในการถอดรหัส กล่าวคือถ้าใช้กุญแจส่วนตัว (Private key) ในการเข้ารหัส ก็จะทำใช้กุญแจสาธารณะ (Public key) ซึ่งในการถอนรหัสและไม่สามารถนำกุญแจคู่อื่นมาใช้ในการถอดรหัสได้

 

asymmetric-encryption.png

https://bit.ly/2HR8Wqx

โดยตัวบิทคอยน์ได้เอาระบบเข้ารหัสแบบกุญแจอสมมาตร (Asymmetric-key cryptography) มาใช้ในสองส่วน ส่วนแรกใช้ในเรื่องของตัว Digital Signature ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่นำมาใช้สร้างตัว Private key ให้กับเรา โดยระบบจะออกแบบมาให้อยู่ในรูปของ Seed หรือกลุ่มคำที่ระบบให้มาอาจมี 12 หรือ24คำ ซึ่งถ้าโครที่เคยใช้กระเป๋าบิทคอยน์มาก่อนก็น่าจะนึกภาพออกโดยตัว Seed สามารถที่จะใช้เรียกกระเป๋าเรามาใช้งานใหม่ได้เหมือนเดิมถ้าหากคอมพิวเตอร์เราพังหรือถูกล้างเครื่องไป

และส่วนที่สองจะเกี่ยวข้องกับตัว Hash Function ซึ่งจะเป็นกระบวนการที่ตัวบิทคอยน์นำมาใช้ในการ Generate address ให้กับเราโดยกระบวนการ Hash จะทำให้ได้ค่า Output เรียกว่า Cypher Text ออกมา ซึ่งตัว Hash Function นี้จะแตกต่างจากตัว Digital Signature ตรงที่มันเป็นการเข้ารหัสแบบทางเดียว (One way encryption) และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะไม่สามารถย้อนกลับไปยังหาข้อมูลตั้งต้นได้

 

Proof of Work (POW) คืออะไรเกี่ยวข้องกับ Hash อย่างไร

Proof of work คือการใช้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ในการตรวจสอบและเก็บข้อมูลการทำธุรกรรมต่าง ๆ  ที่เกิดขึ้นในระบบของบิทคอยน์หรือที่เรารู้จักกันในนามของการขุดบิทคอยน์ โดยเหล่านักขุดจะต้องแก้ไขสมการที่ตัวระบบกำหนดมาโดยการค้นหาค่าใดๆที่เมื่อมีการเข้ารหัส Hashed แล้วได้ค่า Cypher Text ออกมาตามที่ระบบกำหนด หลักการง่ายๆของการแก้ไขสมการนี้คือ การสุ่มหาค่าอะไรมาก็ได้ให้มีผลลับตรงกับค่า Cypher Text โดยอัลกอริทึมที่จะใช้ในการ Hash เพื่อหาค่า Cypher Text มาคืออัลกอริทึมที่มีชื่อว่า SHA256 ซึ่งในระบบถ้าโครเป็นคนแรกหาค่าได้ก่อนก็จะถือว่าผู้ที่ชนะจะได้รับสิทธิในการสร้างและปิดบล็อกการทำธุรกรรมแล้วรับผลตอบแทนเป็น Block Reward ไป

 

 

https://bit.ly/2Gt0CuK

 

Block Reward ของบิทคอยน์สำคัญอย่างไร

อย่างที่รู้กันว่าระบบของบิทคอยน์อยู่ได้ด้วยเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของทุกเครื่องทั่วโลกที่ไปเป็นเซิร์ฟเวอร์ให้กับระบบดังนั้นระบบจึงออกแบบมาว่าถ้าโครที่เอาคอมพิวเตอร์ไปตั้งเป็นเซิร์ฟเวอร์เพื่อทำหน้าที่เก็บธุรกรรมต่าง ๆ  ระบบก็จะมีรางวัลให้ แต่มีข้อกำหนดคือจะต้องแก้ไขสมการที่ระบบกำหนดมาให้ได้ถึงจะได้รับค่าตอบแทน ปัจจุบันค่าตอบแทนที่ให้อยู่ที่ 12.5 BTC และค่าตอบแทนที่ให้จะลดลงทุกๆสี่ปีตามค่าความยากของบิทคอยน์(Bitcoin difficulty) ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่งดงามสำหรับบิทคอยน์เพราะนอกจากจะเป็นการแก้ไขปัญหาการเฟ้อภายในตัวของมันเองแล้วยังเป็นการรักษาระบบเพื่อให้เหล่านักขุดอยู่กับมันต่อไปนั่นเอง

reward.pnghttps://bit.ly/2DVs3Mp

การแก้ไขปัญหา Byzantine Generals’ Problem ด้วย Blockchain

Byzantine Generals’ Problem เป็นปัญหาหนึ่งที่มักจะเจอกันบ่อยในโลกของคอมพิวเตอร์นั่นคือปัญหาความไม่ตรงกันของข้อมูลสองชุดที่ทำให้เราไม่ทราบว่าข้อมูลชุดไหนเท็จและชุดไหนจริง หรือถ้าจะเปรียบเทียบกันให้เห็นภาพก็คือสมมติมีเหล่ากองทัพของชาว Byzantine ไปทำการปิดล้อมเมือง ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ เราจะรู้ได้อย่างไงว่าข้อความที่ส่งจากผู้บัญชาการไปหาเหล่านายพลทั้งหลายเป็นข้อความจริงเพราะนายพลบางคนอาจทรยศทำให้การโจมตีนั้นไม่เป็นผล

image11-3.png

https://bit.ly/2UAYchI

ซึ่งปัญหานี้ถูกแก้ไขด้วยระบบการทำงานของตัวบิทคอยน์ กล่าวคือ ธุรกรรมเกิดขึ้นจะถูกเก็บไว้ในบล็อกและตรวจสอบโดยเหล่านักขุดทั้งหลายที่อยู่ในระบบว่าบล็อกนั้นๆเป็นของจริงหรือไม่หลังจากนั้นบล็อกเก็บธุรกรรมที่ถูกตรวจสอบจะถูกปิดแล้วนำไปเก็บไว้ในรูปของ Blockchain ซึ่งการตรวจสอบของทุก คนในระบบนั้นจะเลือกความจริงเพียงหนึ่งเดียวและข้อมูลที่มีการบันทึกลงในบล็อกนั้นจะถือว่าเป็นข้อมูลที่แท้จริง เชื่อถือได้และไม่สามารถที่จะเข้าไปแก้ไขได้

 

การแก้ไขปัญหา Double Spending ด้วย Blockchain

Double Spending หรือการทำธุรกรรมใช้จ่ายมากกว่า 1 ครั้งจากยอดเงินเพียง 1 ยอดในเวลาเดียวกัน ซึ่งปัญหานี้ถูกแก้ไขโดยระบบการทำงานของบิทคอยน์ ในที่นี้จะขอยกตัวอย่างการทำงานในระบบของบิทคอยน์มาเปรียบเทียบเพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น

Single-input-Multiple-output-Bitcoin-transaction-452x260

https://bit.ly/2HQHv00

สมมติว่า คุณมี  5 BTC อยู่ในกระเป๋า และต้องการจะซื้อของจากพ่อค้ารายหนึ่งในราคา 2 BTC คุณก็จะทำการโอน 2 BTC ไปให้กับพ่อค้าและคุณก็จะเหลือ BTC อยู่ในกระเป๋า 3 BTC ซึ่งในทางปฏิบัติคุณก็แค่ทำการโอนแล้วจบแต่ในระบบของบิทคอยน์ระบบได้ทำการคำนวณและบันทึกธุรกรรมทั้งหมดที่เกิดขึ้นด้วยหลักการง่ายๆคือ Output = Input กล่าวคือ 5 BTC ทั้งหมดที่คุณมีอยู่คือค่า In put ของระบบในบิทคอยน์และค่า Output  ที่ได้คือ Output ของ BTC ที่คุณส่ง ไปให้พ่อค้า(2 BTC) และค่า Output ของ BTC ที่คุณยังเหลืออยู่(3 BTC) ซึ่ง 3 BTCที่เหลืออยู่ในกระเป๋าคุณนี้เรียกกันว่า Unspent Transaction Output, UTXO ซึ่งมันถูกบันทึกลงในบล็อกเชนเรียบร้อยแล้วและมีเพียงค่าเดียวในการทำธุรกรรมหนึ่งครั้งเท่านั้นและค่านี้แหละคือค่าที่จะแสดงว่าคุณสามารถใช้จ่ายครั้งต่อไปได้  ด้วยหลักการนี้เองจึงทำให้ไม่เกิดปัญหา Double Spending ในตัวบิทคอยน์

UTXOs-1.png

https://bit.ly/2RGUgtU

ความคิดเห็นส่วนตัว

บิทคอยน์ถือเป็นสกุลเงินเงินดิจิตอลที่ออกแบบมาเพื่อความอิสระและสวยงาม ด้วยเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังของมันเป็นสิ่งที่สำคัญที่ผลักดันให้มันมาอยู่ตรงจุดนี้ได้ แต่ด้วยความที่เป็นอิสระไม่ผูกขาดกับหน่วยงานใดๆและไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของทำให้มีคนใช้ช่องว่างนี้ในการนำบิทคอยน์ไปใช้เป็นเครื่องมือในการทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น ฟอกเงินหรือถ่ายเทเงินที่ได้มาโดยมิชอบ ซึ่งปัญหาต่างๆเหล่านี้จริงๆแล้วไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบิทคอยน์แต่ขึ้นอยู่กับคนที่จะเอาไปใช้งานเท่านั้น

“ในปัจจุบันกระแสบิทคอยน์ได้รับความนิยมอย่างมากส่งผลให้มีจำนวนผู้ลงทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้มูลค่าของบิทคอยน์นั้นมีความผันผวนสูงมาก ดังนั้นผู้ที่จะเข้ามาในวงการนี้ควรศึกษาให้รอบคอบก่อนที่จะลงทุน”

 

Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.