giiiiik/ February 27, 2019/ Cardano(ADA), Coin & Token, EOS, Ethereum, Uncategorized/ 0 comments

ความเชื่อมโยงและความแตกต่างระหว่าง DApp & Smart Contract

Web Front End เราจะเปรียบเสมือนเป็น DApp สำหรับ Smart Contract จะเปรียบเสมือนเป็น API ลองทำความเข้าใจจากภาพนี้

Capture
จะเห็นได้ว่าเมื่อ DApp จะเชื่อมต่อกับ Blockchain จะเชื่อมต่อผ่านตัวกลางที่เรียกว่า Smart Contract หากจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆก็คือ คล้ายกับ Web App หากจะเชื่อมต่อผ่าน Database ก็ย่อมต้องเชื่อมต่อผ่านตัวกลางซึ่งเรียกว่า API เช่นกัน

DApp ทำให้ Smart Contract กลายเป็นนวัตกรรมที่เปลี่ยนโลกได้อย่างไร

  1. Immutability ข้อมูลที่ถูกบรรจุจะถูกปิดผนึกลงไปในแต่ละบล็อกที่ต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนข้อมูลใน Blockchain จะเป็นไปได้ยากมากๆ ซึ่ง DApp ก็พลอยได้คุณสมบัตินี้ไปด้วย เพราะว่า Database ของ DApp คือ Blockchain นั่นเอง
  2. Tamper Proof คุณสมบัตินี้ทำให้ไม่สามารถเซนเซอร์ข้อมูลใน DApp ได้ เรียกในอีกลักษณะหนึ่งว่า No Censorship ข้อมูลที่ถูกเรียกอยู่บล็อกไหนก็จะเป็นบล็อกนั้นแน่นอน ไม่มีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ ฉะนั้นข้อมูลในบล็อกจะไม่สามารถถูกเปลี่ยนแปลงระหว่างทางได้ ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดีมากในแง่ความปลอดภัยด้วย
  3. Security คุณสมบัติด้านความปลอดภัยเนื่องจาก Single Point of Failure หายไป เพราะข้อมูลถูกกระจายตาม Node ทั่วโลก
  4. Zero Downtime เกิด Downtime น้อยมากแทบไม่มี Downtime เลย ทำให้สามารถให้บริการกับผู้ใช้ได้ตลอดเวลา จะมีก็เพียงแค่ตอน Patch หรือตอน Fork ซึ่งต้องไล่ Fork ไปทีละ Node แค่บางช่วงหรือบางจังหวะเท่านั้นที่ระบบใช้ไม่ได้

Permissioned & Permissionless การแบ่งหมวดหมู่ของ Blockchain 

เนื่องจาก DApp ใช้ Blockchain เป็น Database คุณสมบัติ DApp จึงถูกถ่ายทอดมาจากคุณสมบัติของ Blockchain จะถูกแบ่งตามการเข้าถึง Blockchain โดยแบ่งเป็น 2 ประเภทหลัก

  1. Permissioned Blockchain (Private Blockchain) ซึ่งจะมีการจำกัดการเข้าถึง เป็นระบบปิด เช่น โปรเจคท์ อินทนนท์ ที่ทำบน Platform Corda R3 หรือ Hyperledger หรือการทำงานที่ต้องระบุตัวตนหากเข้ามาใช้งาน มักจะพบการใช้งานลักษณะนี้ใน บริษัทใหญ่ๆ หรือการส่งข้อมูลระหว่างบริษัทหนึ่งไปยังอีกบริษัทหนึ่ง ซึ่งมีความจำเป็นเนื่องจากข้อมูลที่มีประโยชน์หรือเป็นข้อได้เปรียบและเสียเปรียบในเชิงธุรกิจทั้งคู่ค่าและคู่แข่ง แม้แต่การติดต่อหรือการทำธุรกรรมบางอย่างก็ไม่สามารถเปิดเป็นสาธารณะให้คนนอกรับรู้ด้วยได้ มิฉะนั้นจะทำให้บริษัทต้องเสียประโยชน์ได้ จึงต้องคงข้อมูลเหล่านั้นไว้เป็นความลับเฉพาะกลุ่ม
  2. Permissionless Blockchain (Public Blockchain) สามารถเข้าถึงได้ทุกคนไม่จำเป็นต้องยืนยันตัวตน หรือ KYC ระบบพวกนี้จะมี Tokenize Incentive หรือก็คือการมีเหรียญในระบบเพื่อตอบแทนคนทำงานให้ระบบ เช่น Bitcoin,Ethereum,Cardano,EOS, Stellar ที่นำ Token มาเพื่อเป็น Incentive ให้ผู้ที่ทำงานให้แก่ระบบ และใช้เก็บค่าธรรมเนียมสำหรับผู้ที่เข้ามาใช้งานในระบบ

นอกจากนี้ระบบ Permissioned Blockchain และ Permissionless Blockchain ก็สามารถใช้แบบระบบ Partial ได้ เช่น มีส่วนข้อมูลที่ต้องการให้คู่ค้ารู้เท่านั้น และส่วนที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณชนได้ เช่น ในระบบของบริษัทโลจิสติกส์ ถ้าหากว่าเป็นบริษัทที่มีพาร์ทเนอร์ในต่างประเทศและต้องส่งข้อมูลหรือ Shipping บางอย่างให้พาร์ทเนอร์ เราอยากให้รู้เฉพาะ Partner ทางบริษัทก็สามารถใช้ Permissioned Blockchain สำหรับข้อมูลที่ User ต้อง Track ได้ ก็ใช้เป็น Permissionless Blockchain อย่างเช่น ไปรษณีย์ที่ส่งพัสดุ แล้วต้องมีเลข Track และเข้าไปค้นหาในเวปไซต์ได้ว่า พัสดุได้ถูกส่งไปถึงจุดไหน หรืออยู่ในขั้นตอนใดแล้ว

ในบางครั้ง DApp ก็ไม่ได้ต้องอาศัย Blockchain ในการเก็บข้อมูลเสมอไป แต่ DApp มีความจำเป็นบางอย่างที่ต้องเชื่อมต่อกับ Smart Contract เพื่อส่งข้อมูลไปยัง Blockchain แต่สำหรับส่วนงานที่ต้องอาศัยความเร็วหรือความคล่องตัวก็สามารถเลือกใช้ Database เดิม และควบคุมผ่านระบบ API แทนและบางส่วนก็เลือกยิงที่ Blockchain ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งาน และบางอย่างก็ต้องรอให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ เนื่องจากตอนนี้เป็นยุคบุกเบิกของ Blockchain

Ethereum

เหรียญ Ethereum ได้ไอเดียบางสิ่งเกี่ยวกับ Concept ของ Smart Contract มาจาก Nick Szabo  ซึ่ง Concept เรื่องนี้มีไอเดียมาก่อนตั้งแต่ปี 2000 ซึ่งมีประวัติอันยาวนานมากๆ โดยสภาพแวดล้อมในขณะนั้นไม่ได้เอื้ออำนวยให้สามารถใช้ Smart Contract ได้จริง ผู้ที่อยู่เบื้องหลัง Ethereum มีชื่อว่า Vitalik Buterin โดยมี Ethereum Foundation หรือกลุ่มผู้ก่อตั้ง ที่ทำให้ Ethereum เป็นที่รู้จักและเกิดการใช้งานอย่างแพร่หลาย

Buterin                                 ethereum

ซ้าย : ภาพ Vitalik Buterin                                                  ขวา : ภาพ Ethereum Logo
Source: https://www.ethereum.org/

หากว่าเพื่อนๆ สนใจเรื่องราวของ Ethereum ก็สามารถเข้าไปค้นคว้าเพิ่มเติมในบทความที่ Giiiiik เคยเรียบเรียงไว้ได้ https://bit-investment.cc/2018/12/14/ethereum-analysis-วิเคราะห์เหรียญ-ethereum-platform-แห/

Turing Complete

แต่ก่อนตอนที่ Vitalik ช่วยทำงานกับ Bitcoin เขามีความคิดว่า Bitcoin เป็น Payment Protocol หรือเป็น Currency ของโลกได้เลย และมีความเห็นว่า Blockchain น่าจะทำอะไรได้มากกว่า สิ่งที่ทำให้ Ethereum มีความแตกต่างจาก Bitcoin แท้จริงแล้วก็คือ Turing Complete สำหรับ Bitcoin สื่อสารกับ Blockchain โดยผ่าน Opcode Script ซึ่งความจริงแล้ว Opcode Script เป็นลักษณะของ สคริปต์ ที่ตรงไปตรงมา โดยไม่เหมือนกับ Turing Complete ซึ่งอาศัยลักษณะการเขียนโปรแกรมแบบที่นักเขียนโปรแกรมคุ้นเคยอย่างเช่น C, C++, Python, Java โดยความต่างนั้น Opcode Script ของ Bitcoin ไม่มี loop แต่ Turing Complete เป็นลักษณะการเขียนโปรแกรมที่มี loop ที่ทำให้เราเขียนอะไรก็ได้ แต่ Bitcoin ไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่า Opcode Script เนื่องจากถูกออกแบบมาอย่างเรียบง่าย ดังนั้น Etereum จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ณ จุดนี้ ที่ Vitalik อยากใช้งาน Blockchain อย่างเต็มประสิทธิภาพนั่นเอง

สำหรับ Native Token ที่เป็นตัวขับเคลื่อน Engine ของ Ethereum และเป็นตัวที่ให้ผลตอบแทนหรือ Reward กับผู้ที่ทำงานให้ระบบนั่นก็คือ Ether ตัวย่อของ Ethereum คือ ETH

Blockchain 1.0 = Bitcoin ไม่มี Smart Contract
Blockchain 2.0 = Ethereum มี Smart Contract
Blockchain 3.0 = Cardano ซึ่งมีภาษาในการเขียน Code 2 แบบ (จะกล่าวโดยละเอียดในหัวข้อ Cardano)

ภาษาที่ใช้พัฒนา Ethereum เรียกว่า Solidity เป็นภาษาที่คิดค้นขึ้นมาใหม่ ต้องเรียนรู้ใหม่ เนื่องจากแตกต่างกับ C, C++, Python, Java โดยสิ้นเชิงเลยทีเดียว

Gas ใช้ขับเคลื่อนระบบใน Ethereum ซึ่งเอาไว้ให้ผลตอบแทนกับคนที่ทำงานให้ระบบ โดย Gas ป้องกันการ Flood Transaction เข้ามาในระบบ เพื่อให้ระบบเสถียรด้วย การ Flood Transaction คือการยิง Transaction น้อยๆ คนที่ฝากระบบถ้าให้เปรียบเทียบก็คือ คนที่วิ่งไปซื้อของราคาถูกๆ และมาเข้าแถวในเลนจ่ายเงินร้านค้า แล้วกระจุกจ่ายเงินอยู่ตรงนั้น ทำให้คนที่จะซื้อของมีมูลค่า หรือคนที่จะใช้งานจริงในระบบไม่สามารถใช้งานระบบได้ หากว่ามี Gas คนที่จะมาแกล้ง ก็จะมีต้นทุนในการมาแกล้ง จึงช่วยให้ระบบเสถียรอย่างมาก

ปี 2017 เกิด Initial Coin Offering (ICO) เยอะมาก โดยใครที่คิดโปรเจคท์ใหม่ขึ้นมาสามารถมาระดมทุนผ่าน Platform Ethereum ได้ โดย Ethereum จะให้ Token ที่สามารถนำมาใช้งานระบบหรือเปลี่ยนมือได้ด้วย หากในอนาคตมีการนำมาใช้งานจริง ก็สามารถซื้อขายกันได้ ซึ่งมีการ Hype กันระยะหนึ่ง ระยะหลังจะได้ยินชื่อ Security Token Offering (STO) ซึ่งเป็นตัวแทนเรื่องของหลักทรัพย์ว่าคนที่มีไอเดียก็สามารถขายในลักษณะของหลักทรัพย์ และมีกฎหมายและการกำกับดูแลเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้คนที่คิดโปรเจคท์และจะเข้ามาใช้งานก็เริ่มทำได้ยากขึ้น

ปัจจุบัน Ethereum ก็ยังมีเรื่องที่ต้องแก้ไขใน Platform อยู่อีกหลายประเด็นด้วยกัน อาทิเช่น

  1. Ethereum เป็น Proof of Work (PoW) ที่พยายามเปลี่ยนเป็น Proof of Stake (PoS) อยู่ เนื่องจากต้องการแก้ปัญหาเรื่อง Scaling
  2. ในปัจจุบัน Ethereum มี Transaction ค้างในระบบจำนวนมาก สำหรับ Codename ที่เปลี่ยนคือ Casper Protocol เรียกกันว่า “ผีน้อย” ซึ่ง Casper Protocol เลื่อนการแก้ไขมาแล้ว 2 รอบ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูกันต่อไป
  3. ปัญหาอีกเรื่องหนึ่งคือมีการ Off-chain Scaling เช่นพวก Raiden ซึ่งก็ยังแก้ไขอยู่
  4. อีกปัญหาที่ Ethereum เคยเจอ คือ เมื่อราคา Ethereum ขึ้นสูง ค่าธรรมเนียมและค่า Gas ก็สูงตามจึงเป็นประเด็นที่ Platform ประสบอยู่

ปัญหาที่ทุกเหรียญพบคือ Inter-Operability ซึ่งโดยพื้นฐานเหรียญทุกเหรียญควรแลกเปลี่ยนโดยไม่มีข้อจำกัด เช่นแลกเปลี่ยนทันทีแบบ Bandcor ซึ่งก็เป็นนวัตกรรมที่ต้องดูกันต่อไป

Cardano (ADA)

cardano logo

ภาพ Logo Cardano
Source: https://www.cardano.org/en/what-is-cardano/

ผู้คิดค้นเหรียญ Cardano คือ Charles Hoskinson ผู้ซึ่งเคยเป็น Co-Founder ของ Ethereum ก่อนออกมาทำเหรียญ Cardano ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น Chief Executive Officer Founder ของ IOHK หรือ Input Output Hong Kong สามารถเข้าไปเยี่ยมชมเวปไซต์ได้ตามลิงค์  https://iohk.io/ ซึ่งทีมนี้คือทีมที่ทำ Ethereum Classic ซึ่งแตกออกมาจาก Ethereum

ภาพ Charles Hoskinson
Source: https://iohk.io/team/charles-hoskinson/
Source: https://twitter.com/iohk_charles?lang=en

นอกจาก Charles Hoskinson แล้วก็ยังมี Emurgo ซึ่งมีบทบาทหน้าที่ในการหา Start Up ที่จะเข้ามาพัฒนาแอพบน Cardano และหา Venture Capital ด้วย นอกจากนี้ก็ยังมี Cardano Foundation ที่ก่อนหน้ามีข่าวว่า IOHK และ Emurgo จับมือกัน เพื่อที่จะ Boycott Cardano Foundation ซึ่งส่งผลให้ประธานของ Cardano Foundation ลาออก เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ Cardano เกิดการเปลี่ยนแปลง

Cardano อยู่บนโลกที่การคิดบนพื้นฐานของหลักการคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มีการทำ Peer Review โดยส่งให้สถาบันการศึกษาทั่วโลกวิเคราะห์ถึงจุดที่ต้องปรับปรุง หลังจาก Peer Review จึง Implement จึงทำให้ Cardano ค่อนข้างช้า Cardano เลือกใช้ Proof of Stake (PoS) ซึ่งก็เป็น Proof of Stake ตัวแรกที่อยู่บนพื้นฐานของคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นหลักเหตผล ซึ่งบาง Product อาจใช้งานได้ไม่ดีเท่าที่ควรก็ต้องติดตามต่อไป Cardano เป็น Blockchain 3.0 ซึ่งมีความต่างจาก Ethereum คือภาษาการเขียนมี 2 แบบ

  1. Plutus ใช้เขียน Smart Contract ซึ่งเป็น Open Source สามารถไปลองใช้ที่ Plutus Online
    Source: https://iohk.io/blog/smart-contracts-language-for-cardano-launches-at-plutusfest/
  2. Haskell ใช้เขียน Functional Programming ซึ่งคนที่ทราบข้อกฎหมายสามารถใช้ Haskell เขียนโปรแกรมได้ทั้งที่ไม่ต้องมีพื้นฐานการเขียนโปรแกรม หรือรู้กระบวนการทางธุรกิจ ก็สามารถทำได้เลยทันที

และมี Scalability หลาย level เช่น การ Sharding , Lina การทำ Network Segment, Consensus Protocol ใช้ PoS และอีกเรื่องคือ Side Chain ซึ่ง Cardano ไม่ได้เป็นผู้คิดค้น หากแต่ว่าเป็นบทความที่ถูกเผยแพร่มานานแล้ว โดยทำให้ Cardano มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ตามปกติ Side Chain คือการทำ Pararell Blockchain ขนานคู่กันไป โดยอาศัยการปิดผนึกของ Block ใน Mainchain ผนึก sidechain ด้วย

ข้อเสียของ Cardano ที่เป็นประเด็นที่ต้องแก้ไข

  1. ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองอย่างมากว่าสามารถใช้ได้จริงในระบบหรือไม่ เนื่องจากเป็นการคิดค้นขึ้นมาใหม่ทั้งหมด
  2. และเรื่องระยะเวลาของการพัฒนา ก็เริ่ม Built form Scratch ทำใหม่ทั้งหมด

EOS

ผุ้ที่อยู่เบื้องหลังของ EOS คือ Daniel Larimer ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็น CTO ของ BlockOne ซึ่งก่อนหน้านี้มีผลงานจาก Bitshare และ Steamit ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า Daniel Larimer สามารถสร้าง Blockchain ที่มีประสิทธิภาพได้

ภาพ Daniel Larimer
Source: https://www.linkedin.com/in/daniel-larimer-0a367089
ภาพ EOSIO
Source: https://eos.io/

EOS เลือก Delegate Proof of Stake (POS) เป็น Consensus Protocol ซึ่งเมื่อผลิต Block ก็ต้องเลือก Block Producer 21 Block ใน 1 รอบ และผลัดกันสร้าง Block แต่ Block Producer มีมากกว่า 21 Block ผู้ที่ไม่ถูกเลือกจะอยู่ในกลุ่ม Standby Block ซึ่งจะถูกดึงมาเป็น Block Producer เมื่อ Block Producer จริงเกิดปัญหา

องค์กรที่อยู่เบื้องหลังคือ BlockOne ที่มีแผนกที่ถูกมอบหมายและกระจายไปตามสายงานที่ถูกกำหนด เช่น BlockOne VC ทำหน้าที่หา Venture Capital หรือผู้ลงทุนเพิ่มใน EOS

EOS ตั้งใจจะเป็น Operating System ของโลก ทำให้ระบบมี CPU มี Net มี Ram ซึ่ง CPU และ Net จะใช้เมื่อมีการส่งเหรียญหากัน โดย Ram หรือ Memory เหมือนพื้นที่ในระบบ เช่น สร้างกระเป๋าบน EOS ก็ต้องใช้พื้นที่ในระบบ โดยต้องซื้อ Ram ซึ่งก็จะกระทบต่อคนที่ทำพื้นที่ใน DApp เมื่อต้องขยายพื้นที่ครั้งหนึ่งก็ต้องเสียเงินซื้อ Ram ทีนึง โดยใน EOS มักมีการโก่งราคา Ram และผู้ใช้มักสับสนการใช้งานว่าจะใช้ CPU, Network กับ Ram ตอนไหน หรือ CPU ขาดต้องทำอย่างไร ซึ่งปกติแล้ว หากว่า Stake เหรียญในระบบก็จะได้ CPU กับ Net ฟรี ซึ่งตอน Raise fund เหรียญ EOS Raise fund ได้ 4,000 ล้านเหรียญ และใช้ระยะเวลา ICO นานถึง 1 ปี แต่ที่น่าสนใจคือ EOS จะทำ Transaction ให้ได้เป็นล้าน Transactions Per Sec. โดยที่ Transaction Fee = 0 การออกแบบเช่นนี้จึงทำให้ระบบเร็วและปราศจากค่าธรรมเนียมแต่ก็ทำให้การเข้ามาในระบบสลับซับซ้อน และการเข้ามาใช้บริการก็ต้องเสียค่า Ram ตั้งแต่แรกอีกด้วย แต่เมื่อเข้ามาแล้วก็ไม่มีค่าธรรมเนียมสามารถใช้ได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมเหมือน Ethereum ที่ต้องเสียค่า Gas แต่เมื่อเข้ามาใช้บริการก้มีข้อจำกัดการใช้งานบางอย่างเช่นกัน

Vote Decay เมื่ออยู่ในระบบ EOS จะได้รับสิทธิในการ Vote Block Producer เมื่อ Vote 1 ครั้งไม่ได้หมายความว่า น้ำหนักการ Vote จะอยู่กับ Block Producer นั้นไปตลอด แต่ทว่าน้ำหนักการ Vote จะมีการลดลงเรื่อยๆ ฉะนั้นใน 1 อาทิตย์ ก็จะต้อง Revote ไปเรื่อยๆ ไม่เช่นนั้น ก็จะเกิด Vote Decay จะได้ทราบว่า ผู้ Vote มีการ Active จริงๆ ข้อดีก็คือ มีความมั่นใจว่า การ Vote ใน Block Producer มีผู้ที่ตั้งใจที่จะ Vote ให้ Block Producer นั้นๆ จริง แต่ข้อเสียคือ User ขี้เกียจเข้ามากด Vote ทุกอาทิตย์ ทำให้คนที่ถือเหรียญเข้ามากด Vote ซึ่งได้รับผลประโยชน์มากกว่า หรือแม้กระทั่งการ exchange ก็สามารถทำได้ง่ายกว่า ทำให้ Block Producer ได้รับเสียงสะท้อนจากการทำงานไม่เป็นผลอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่ง EOS แก้โดยใช้ Proxy เช่น คนที่ Active ในระบบที่สามารถ Vote ได้ ก็จะ Vote แทนคนอื่นๆ คล้ายๆ กับการออกเสียงโดย สส. ในสภา หรือการมอบอำนาจให้ผู้ถือหุ้นในบริษัท เป็นผู้กระทำการแทนคนอื่นๆ นั่นเอง และทำให้ไม่มีปัญหาเรื่อง Vote Decay
หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบ Vote Decay สามารถเข้าไปที่ https://eosauthority.com/voting_decay

The EOSIO Core Arbitation Forum (ECAF)

ECAFblacktitlebar.png
ภาพ ECAF Logo
Source: https://eoscorearbitration.io/
สามารถ Freeze Account ได้ ซึ่งเป็นประเด็นถกเถียงว่า ECAF มีอำนาจมากเกินไป แต่ที่จริงก็มีส่วนดีเหมือนกัน ในกรณีที่มีผู้ใช้ทำ Private Key หาย ECAF ก็สามารถเข้ามาช่วยได้ แต่ข้อเสียคือ ถ้า ECAF มีกำลังมาก ก็สามารถมีช่องทางที่จะใช้อำนาจในทางที่ผิดได้

Rootstock (RSK)

rootstock.PNG
ภาพ Rootstock Logo
Source: https://www.rsk.co/en/

Rootstock ทำในลักษณะ Sidechain บน Bitcoin ซึ่ง Sidechain เป็นบทความ Public อยู่แล้ว ซึ่ง Mainnet Allotment ตั้งแต่ต้นปี แต่เพิ่งถูกหยิบยกมาว่า Bitcoin มี Smart Contract และ Turing Complete ทำบนนี้ได้ ซึ่งยังไม่แน่ใจว่า Source Code คือ EVM หรือไม่ และ Turing Complete Virtual Machine คืออะไร แต่ที่แน่ๆ คือ ใช้ Sidechain และ Two-Way Packing โดยน่าสนใจเนื่องจากมีการ Reward กลับไปให้ Bitcoin Miner แปลว่า Bitcoin Miner ได้รับ Reward 2 แหล่งทั้ง จาก Bitcoin และ จาก Rootstock เหมือนตัวโลโก้และชื่อของ Rootstock ที่จะสื่อถึงรากต้นไม้ที่ค่อยงอกแตกกิ่งก้านใบแผ่ขยายออกไป สำหรับ ตัวย่อคือ RSK เมื่อเป็น Public Blockchain ก็ต้องมี Token เพื่อ Incentive ให้ User ในระบบ RSK จึงเป็น Native Token ของระบบ ความเร็วเทียบเท่ากับ Paypal เลยทีเดียว 100 Transaction per Sec.

Stellar Lumens (XLM)

stellar-rocket-300
Logo Stellar
Source: https://www.stellar.org/
ความจริงแล้ว Stellar คือชื่อแพลทฟอร์ม แต่ว่า Token ในระบบชื่อ Lumen ซึ่งมีตัวย่อคือ XLM คนจึงนิยมเรียกว่า Stellar Lumens ซึ่ง Stellar แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่

  1. Horizon API
  2. Stellar Core

Smart Contract ของ Stellar เรียกว่า Stellar Smart Contract (SSC) สิ่งที่น่าสนใจคือ Python SDK ที่ Stellar ออกมาเพื่อให้ Developer ที่ไม่มีความคุ้นเคยเรื่อง Blockchain ทำเป็น muslum มัสลั่ม เหมือน API เข้าไปคุยกับ Blockchain ซึ่งจุดนี้ทำให้ Stellar น่าสนใจ เพราะเมื่อ Launch Python ออกมา ทำให้ Developer ที่มีความคุ้นเคยในการเขียนภาษา Python ก็สามารถเข้ามาทำ Smart Contract บน Stellar ได้ง่าย ความจริง Stellar เอามาจาก Ripple ซึ่งเป็น Public Ledger หรือ Destribute Ledger ซึ่งสิ่งนี้พอจะทำงานได้ในลักษณะ Blockchain และมี Smart Contract ด้วย สำหรับความเร็วของ Stellar อยู่ในระดับที่น่าพอใจ แต่ว่าการทำงานบน Stellar ก็ต้องมาดูว่าจะใช้งานได้ดีมากน้อยเพียงใด

Hyperledger Project Permissioned Blockchain

Logo Hyperledger Project
Source: https://www.ibm.com/

ในกลุ่มของ Permissioned Blockchain ไม่แปลกถ้าหากว่าไม่คุ้นเคย เนื่องจากว่า Permissioned Blockchain จะไม่มีเหรียญมาขายบน Exchange ซึ่งส่วนใหญ่จะนำมาใช้เชิงธุรกิจ ตัวที่เด่นๆ คือ Hyperledger ซึ่งแบ่งออกเป็นหลาย Framework เช่น

  1. Hyperledger Fabric ผู้สนับสนุนคือ IBM ซึ่งไม่มี Token ประจำซื้อขายในระบบ เนื่องจาก Permissioned Blockchain ใช้ในวงการธุรกิจอยู่แล้ว จึงไม่จำเป็นต้องมีการซื้อขายใดๆ และไม่ต้องมี Incentive เช่นกัน เนื่องจากมีมูลค่าธุรกิจเป็นตัวขับเคลื่อนการใช้งานอยู่แล้ว Fabric ใช้ Practical byzantine fault tolerance
  2. Hyperledger Sawtooth ผู้สนับสนุนคือ Intel ใช้ Consensus Protocol ชื่อว่า Proof of elapsed time
  3. Hyperledger Burrow ทำในลักษณะของการนำ EVM ของ Ethereum มาใช้ กล่าวง่ายๆก็คือเราสามารถเอา Smart Contract บน Ethereum มาใช้ในตัว Burrow ได้เลย
  4. Hyperledger Indy ใช้ในเรื่องของ Integration
  5. Hyperledger Iroha ใช้ในเรื่องของ Mobile

Hyperledger นี้ออกแบบมาเพื่อธุรกิจโดยเฉพาะ หากว่าใครต้องการพัฒนาตนเองในสายงานที่ไปทาง Blockchain ก็ควรศึกษา Hyperledger เป็นอย่างยิ่ง

Corda R3

logo corda r3

Logo Corda R3
Source: https://www.r3.com

สำหรับ Corda R3 จะค่อนข้างใช้เฉพาะในกลุ่ม Financial ซึ่งโปรเจคท์อินทนนท์ นำ Corda R3 มาใช้ ซึ่งสถาบันการเงินทั่วโลกก็ศึกษา Corda R3 อยู่เช่นกัน เพราะ Corda R3 มุ่งเน้นเรื่องกฎหมายและ Financial จึงมีการออกแบบให้เข้าถึง Sensitive Information ซึ่งเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในเรื่องของ Financial โดยเฉพาะ ความจริงก็สามารถนำ Permissioned Blockchain อื่นๆ มาใช้ได้ แต่ว่าการเขียน Business Rule หรือ Trading Partner หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลบางอย่าง ก็จะต้องเขียน Code ทั้งที่ R3 อาจจะมีหรือพบได้เลย อย่างไรก็ตามเวลาที่เลือกใช้งาน ก็ต้องเลือกใช้ Permissioned Blockchain ที่เหมาะกับธุรกิจของตัวเองด้วย จะได้ประหยัดเวลาในการนั่งเขียน Code

Ripple

Ripple_logo.svg

Ripple Logo
Source: https://en.wikipedia.org/wiki/File:Ripple_logo.svg

หากว่าจัดกลุ่ม Permissioned Blockchain แล้ว Ripple ก็มี Product ที่เป็น Permission Blockchain ที่ไม่ได้เปิดให้ใครก็ได้มา Join Node หรือว่า Join Network แต่ว่า Product นี้ยังไม่ได้ Launch ออกมาจริงๆ เมื่อ 4 ปีก่อน มีการประกาศเรื่องการทำ Smart Contract บน Ripple และยกเลิกใน 1 ปีถัดมาและกลางปีที่แล้ว ปี 2018 ก็รื้อโปรเจคท์ทำ Smart Contract บน Ripple ขึ้นมาอีก ซึ่งโปรเจคท์นี้เรียกว่า Ripple Codius แต่ก็ต้องติดตามต่อว่าจะสามารถ Launch ให้ออกมาใช้ได้เมื่อไร

สรุปแล้ว DApp ที่อาศัยอยู่ใน Blockchain ก็แบ่งออกเป็น Permissioned Blockchain เช่น Hyperledger, Corda R3, Ripple และ Permissionless Blockchain เช่น Ethereum, Cardano, Rootstock, EOS, Stellar ซึ่งในบทความนี้ก็ได้สรุปมาให้เพื่อนๆ ได้เห็นภาพส่วนหนึ่งแล้ว แต่ความจริงก็ยังมีอีกมาก อาทิเช่น Neo, Cosmos, Comodo, Nano, ICX ซึ่งหากว่าทุกคนสนใจก็สามารถเข้าไปเลือกชมตามความชื่นชอบ หรือตามความถนัดกันได้เต็มที่ค่ะ และครั้งหน้าจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ติดตาม Giiiiik ได้ที่ Bit Investment ได้ค่ะ

Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.