Inspiration of freedom/ March 26, 2019/ Analysis, วิเคราะห์, Uncategorized/ 0 comments

Introduction

เมื่อต้นปี 2017 ผู้เขียนได้เริ่มรู้จักและสนใจเกี่ยวกับการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin และได้เข้ามาลงทุนรวมถึงทำการซื้อขายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยความที่ชื่นชอบในความเป็น Decentralized ที่มีในสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin  ตลอดระยะเวลาในการเดินทางของผู้เขียน ได้เดินทางมาถึงจุดๆหนึ่ง เมื่อถึงช่วงเดือนธันวาคม ซึ่งเป็นช่วงปลายปี 2017 ทอดยาวมาจนถึงช่วงเดือนมกราคม ต้นปี 2018

ได้เกิดปัญหาบางอย่างขึ้นกับ Bitcoin ซึ่งมันเป็นปัญหาที่ตัวผู้เขียนเองก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้น และเชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ก็ไม่คาดคิดว่าสิ่งๆนี้ จะเกิดขึ้นเช่นกัน เมื่อจำนวนธุรกรรมที่ค้างอยู่บน Blockchain เพื่อรอการ Confirm จาก Miner หรือนักขุด มีปริมาณที่มากจนทำให้เกิดความล่าช้า ในการทำธุรกรรมเป็นอย่างมาก ถึงขั้นต้องรอเป็นสัปดาห์ต่อการทำธุรกรรมหนึ่งครั้งในช่วงนั้น

ซึ่งเป็นช่วงที่ค่อนข้างจะเกิดความวุ่นวายอยู่พอสมควรในเรื่องของความล่าช้าในการทำธุรกรรมของ Bitcoin ที่เกิดขึ้น หากนักลงทุนคนใดต้องการที่จะให้ธุรกรรมของตนเองส่งได้อย่างรวดเร็ว จะต้องจ่ายค่า Transaction Free ที่สูงมากกว่าปกติ ทำให้ส่งผลกระทบต่อนักลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin เป็นจำนวนมาก และนั้นจึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผู้เขียนเริ่มสนใจใน เทคโนโลยีที่ชื่อ Lightning Network ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

Background

เป็นที่รู้กันดีว่าในบัจจุบันปัญหาที่พบในวงการคริปโตหรือสกุลเงินดิจิทัลส่วนใหญ่คือเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรมเนื่องจากการทำธุรกรรมที่ล่าช้าถูกมองว่าเป็นปัญหาหลัก ที่เกิดขึ้นในสกุลเงินดิจิทัลหลายๆเหรียญโดยเฉพาะ Bitcoin

จึงได้มีการศึกษาค้นคว้าและได้นำเอาเทคโนโลยี Lightning Network ซึ่งมีอยู่ใน Code ของ Bitcoin นำขึ้นมาพัฒนา เพื่อที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในวงการคริปโต ในส่วนปัญหาเรื่องของ Scaling ซึ่งเป็นหาหลักเรื่องของความล่าช้าในการทำธุรกรรม ที่หลายๆคนเรียกกันว่า ปัญหา”คอขวด”

ที่เกิดขึ้นในระหว่างการทำธุรกรรมของสกุลเงินดิจิทัลเช่น Bitcoin ปัญหานี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ มีจำนวนธุรกรรมที่มากเกิดขึ้นในระบบ จนไม่สามารถตรวจสอบได้ทัน จนทำให้เกิดธุรกรรมที่ตกค้างอยู่บน Blockchain เพื่อรอการตรวจสอบจาก Miner หรือ นักขุด การเพิ่มความเร็วในการทำธุรกรรมด้วย Technology Lightning Network จึงถูกคาดหวังว่า จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้อย่างถาวร

โดย Lightning Network เป็นเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นมาพร้อมกับ Code ของ Bitcoin https://bitcoin.org/bitcoin.pdf แต่ยังไม่ได้ถูกนำขึ้นมาพัฒนาอย่างจริงจัง เนื่องจากจากยังไม่มีเงินทุนสนับสนุนมากพอ จนกระทั้งปี 2016 สกุลเงินดิจิทัลที่ชื่อ Litecoin ได้ถูกสร้างขึ้นมา โดยการนำเอา Code ของ Bitcoin มาสร้างเป็นเหรียญ Litecoin ซึ่ง Litecoin ได้นำเอาเทคโนโลยี Lightning Network มาพัฒนาร่วมกับ Lightning Labs จนทำให้เหรียญ Litecoin ประสบความสำเร็จในเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรมด้วยเทคโนโลยีตัวนี้ ด้วยความเร็วในการทำธุรกรรมต่อบล็อกที่สูงมากๆ อยู่ที่ 2.5 นาทีต่อบล็อก

ในขณะที่ Bitcoin ใช้ความเร็วในการทำธุรกรรมต่อบล็อกอยู่ที่ 10 นาทีต่อบล็อก ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนมองว่า ความสำเร็จของ Litecoin เปรียบได้ดั่งเงาสะท้อน ที่อาจเกิดขึ้นบนสกุลเงินดิจิทัลอย่าง Bitcoin ได้เช่นกัน และมุ่งหวังว่ามันจะเป็นไปตามความคิดเห็นเช่นนั้น

ผู้สร้าง Lightning Network

Lightning Network เป็นเทคโนโลยีที่ถูกดึงออกมาจาก Code ของ Bitcoin เพื่อนำมาพัฒนาต่อโดยนาย  Joseph Poon https://twitter.com/jcp และนาย Tadge Dryja https://twitter.com/tdryja หลังจากที่ทั้งสองได้นำเอาเทคโนโลยีตัวนี้ ออกมาพัฒนาอย่างจริงจัง และประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง https://lightning.network/lightning-network-paper-DRAFT-0.5.pdf

url.jpgOmiseGO background information

จนทำให้ทางบริษัท Lightning Labs มองเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีตัวนี้ และได้นำเทคโนโลยีตัวนี้ไปพัฒนาต่อและก่อตั้งเป็นบริษัท Lightning Labsโดยมี  Elizabeth Stark เป็น CEO รวมถึงผู้ก่อตั้งของบริษัท https://lightning.engineering/team.html

1__#$!@%!#__url.jpgElizabeth Stark of Lightning Labs: “The Importance of Layer Two …

คุณสมบัติ Lightning Network

Lightning Network เป็นเทคโนโลยีที่ถูกคาดการณ์ไว้ว่า จะสามารถเข้ามาแก้ไขปัญหา ในส่วนเรื่องของความล่าช้า ที่เกิดขึ้นในสกุลเงินดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันได้

และทำให้ผู้ใช้งานสามารถ รับ-ส่ง สกุลเงินดิจิทัลอย่าง Litecoin และสกุลเงินดิจิทัลเหรียญอื่นๆ ที่นำเอาเทคโนโลยีตัวนี้ไปใช้ได้อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสามารถลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรมในแต่ละครั้งให้ถูกลง

ภาพหน้าจอ 2019-03-11 12.37.44.pnghttps://lightning.engineering/technology.html

หากผู้อ่านยังนึกภาพไม่ออก ว่าเทคโนโลยีตัวนี้มันดียังไง ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการถึงรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนนที่ผู้เขียนจะแบ่งออกเป็นสองเลน

เลนที่ 1 เป็นเลนที่ไม่ได้ใช้ Lightning Network อย่าง Bitcoin หากวันไหนเกิดการจราจรติดขัดบนท้องถนนขึ้นมาจะเป็นยังไง!! ลองนึกภาพตามกันดูนะครับ!! เหตุผลที่ทำให้รถนั้นติด เพราะรถแต่ละคันที่ขับเคลื่อนโดยผู้ขับ ที่ชื่อ Bitcoin

ซึ่งก็ขับล่าช้าซะเหลือเกิน กว่าจะเคลื่อนที่ได้แต่ละคันใช้เวลานานถึง 10 นาทีเป็นอย่างน้อย จึงทำให้เกิดการจราจรติดขัดหรือที่เรียกกันว่า ปัญหา “Scaling” หรือ “คอขวด” เกิดขึ้นมา  ทำให้รถต้องจอดติดกันเนื่องจากความล่าช้านี้ ทำให้ต้องเสียปริมาณน้ำมัน หรือค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นในระหว่างที่รอการเคลื่อนที่

ต่อมาลองมาดูรถที่วิ่งบน Lightning Network กันดูบ้างครับ ว่าจะเป็นยังไง โดยเลนที่ 2 นี้ ผู้เขียนอยากให้ผู้อ่านเปรียบเทียบกับเลนที่ 1 ดูนะครับว่าเป็นยังไง!! โดยรถที่วิ่งในเลนที่ 2 นี้ จะไม่เกิดการจราจรที่ติดขัดเกิดขึ้นเลย เพราะอะไรรู้ไหมครับ!!

ก็เพราะว่ารถที่ขับโดย Litecoin ที่มี Linghtning Network ความเร็วที่ 2.5 นาทีต่อคัน ซึ่งขับได้เร็วกว่าบนถนนที่มี Bitcoin เป็นคนขับแต่ไม่มี Lightning Network ถึง 4 เท่า ทำให้รถที่วิ่งอยู่บนถนนที่มีคนขับเป็น Litecoin ที่มี Lightning Network  ไม่เกิดการติดขัดหรือปัญหาคอขวดอย่างเลนที่ 1 และสามารถประหยัดน้ำมันในการเดินทางหรือการทำธุรกรรมในแต่ละครั้งได้มากกว่า ถึง 4 เท่า เพราะรถไม่ติดและไม่เสียค่าน้ำมันในปริมาณที่มากเกินจริง

 

การนำ Lightning Network ไปใช้งาน

ในปัญจุบันการนำเอาเทคโนโลยี Lightning Network ไปใช้งานที่เห็นเด่นชัดที่สุด คงจะต้องขอหยิบยกโปรเจคเหรียญอย่าง Litecoin มาเขียนอธิบายเพิ่มเติมในส่วนนี้ ซึ่งตัวของผู้เขียนเองก็ได้เคยเขียนบทความเกี่ยวกับเหรียญ Litecoin ไว้ก่อนหน้านี้

Lightning Network เป็นเทคโนโลยีที่เริ่มถูกนำไปใช้งาน ในสกุลเงินดิจิทัล เพิ่มมากขึ้น ที่เห็นอย่างเด่นชัดก็คือเหรียญอย่าง Litecoin , และ Bitcoin ที่ในปัจจุบัน สามารถใช้ Lightning Network ได้แล้วเช่นกัน รวมถึงเหรียญ Privacy Coin อย่าง Beam  https://siamblockchain.com/2019/02/14/altcoin-beam-announces-plans-to-incorporate-mimblewimble-lightning-network/ ที่มีการคาดกาลเอาไว้ว่า จะนำเอาเทคโนโลยี Lightning Network นี้เข้ามาใช้งานกับโปรเจคของตนเอง แต่ยังไม่สามารถให้คำตอบที่แน่ชัดได้ว่าเมื่อไหร่ ในส่วนนี้ผู้อ่านก็คงต้องรอติดตามกันต่อไปนะครับ ว่าจะมีโปรเจคไหน ที่จะนำเอาเทคโนโลยีที่มีความเร็วในการทำธุรกรรมหรือเทคโนโลยีสายฟ้านี้ ไปใช้งานเพิ่มมากขึ้น คงต้องติดตามกันต่อไป

โดยการนำเอาเทคโนโลยี Lightning Network ไปใช้งาน จะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการทำธุรกรรมในสกุลเงินดิจิทัลให้ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการช่วยลดค่าธรรมเนียมในการทำธุรกรรม เรื่องของความเร็ว หรือแม้กระทั้งเรื่องของความปลอดภัยของผู้ใช้งานเอง ถือเป็นสิ่งสำคัญเป็นอันดับต้นๆ

ซึ่งภาพด้านล่างนี้บ่งบอกได้ถึงการใช้งานเทคโนโลยีตัวนี้ โดยผู้ใช้งานสามารถส่งสกุลเงินของตนเองผ่านถนนสายที่ 2 ที่มี Lightning Network  หากันได้โดยตรงโดยที่ไม่ต้องเสี่ยงต่อรถติด อย่างที่ผู้เขียนได้เขียนอธิบายไว้ข้างตน

ภาพหน้าจอ 2019-03-11 12.38.35.png

นอกจากนี้เทคโนโลยี Lightning Network ยังเคยถูกนำไปใช้งานด้วยการสร้างกระเป๋าที่ใช้เก็บ Bitcoin โดยนาย Jack Mallers ซึ่งเป็นผู้ที่สร้างกระเป๋าเก็บ Bitcoin ที่มีชื่อว่า Zap ที่มีให้ใช้งานอยู่ในปปัจจุบัน https://translate.google.com/translate?depth=1&hl=th&prev=search&rurl=translate.google.co.th&sl=en&sp=nmt4&u=https://github.com/LN-Zap/zap-desktop/releases/tag/v0.2.2-beta&xid=25657,15700023,15700124,15700149,15700186,15700191,15700201,15700214,15700230

สรุปโดยรวม

ในปัจจุบัน เทคโนโลยีที่ดีอย่าง Blockchain ไม่ได้มีให้ได้เห็นกันได้บ่อยๆ แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว คำถามต่อมาก็คือ เราจะทำอย่างไร!! จะปล่อยให้สิ่งเหล่านี้ผ่านเลยไปโดยไม่สนใจ ได้แต่นำเข้าเทคโนโลยีของต่างประเทศมาใช้ โดยไม่คิดจะสร้างเอง เลือกที่จะเดินตามหลังประเทศอื่นๆ โดยที่ไม่เลือกที่จะหาจุดยืน ที่เป็นของตนเอง แล้วยืนมองประเทศอื่นๆที่เขามองเห็นคุณค่า ด้วยการนำเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ ไปใช้งาน ยังงั้นหรือ!!!

หากหลายฝ่ายหลายหน่วยงานมองเห็น และหยิบเอาเทคโนโลยีเหล่านี้ขึ้นมาใช้ เราสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆขึ้นเองได้ รวมถึงนำสิ่งใหม่เหล่านี้ เข้ามาพัฒนาประเทศไทยของเราให้ก้าวไกลมากขึ้นได้อย่างมากมาย

ยุค 4.0 ที่กำลังจะมาถึงนี้ เป็นยุคที่ถูกคาดการณ์เอาไว้ว่าเป็นยุคแห่ง”สังคมไร้เงินสด” ยุคที่ทุกคน ไม่จำเป็นต้องพกเงินสดติดตัว สามารถชำระค่าสินค้าผ่านโทรศัพท์มือถือเพียงเครื่องเดียวได้เช่นอย่างที่ประเทศจีน เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนที่มีในเรื่องของความเร็วในการทำธุรกรรม ในส่วนนี้ ผู้เขียนมองว่า นับเป็นเรื่องที่สำคัญมากก็จริง แต่…… มันอาจไม่ใช่สิ่งที่สำคัญและจำเป็นที่สุด ต่อให้เทคโนโลยีจะมีความเร็วแค่ไหน ก็ควรคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ใช้งานเป็นหลักด้วยเช่นกัน นี้จึงเป็นประเด่นสำคัญที่ทำให้ต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลา เพื่อจะได้นำเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้งานได้อย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

Lightning Network เป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง หากเทคโนโลยีตัวนี้ถูกนำไปใช้งานอย่างกว้างขวางมากขึ้น และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยขั้นสูงสุดได้ เทคโนโลยี Lightning Network นี้ ก็อาจเป็นเทคโนโลยี ที่สกุลเงินดิจิทัลทุกสกุล ควรจะหยิบเอาไปใช้งานและนำเทคโนโลยีตัวนี้ใส่ลงไปในโปรเจคของตนเอง เพื่อเพิ่มศักยภาพ ให้โปรเจคของตนเองแข็งแกร่งขึ้นได้ด้วยเทคโนโลยีตัวนี้

ผู้เขียนเป็นหนึ่งคน ที่หลงไหล และชื่นชอบใน Technology เพราะสิ่งเหล่านี้ผู้เขียนมองว่า มันเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างความฝันกับความเป็นจริง ใครจะคิดละครับ!! ว่าวันหนึ่ง สกุลเงินที่เราทุกคนใช้กันอยู่ในปัจจุบัน กำลังจะปรับเปลี่ยนมาอยู่ในรูปแบบของสิ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้ แต่….มีคุณค่า สามารถส่งมอบมูลค่าให้แก่กันได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาตัวกลาง

เป็นสกุลเงินที่เกิดขึ้นมาใหม่ ในรูปแบบดิจิทัล ขับเคลื่อนโดยเทคโนโลยี ที่กำลังนำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ให้เกิดขึ้นในอีกไม่กี่ปีนับจากนี้

ผู้เขียนมองว่า เทคโนโลยีใด หรือ กาลเปลี่ยนแปลงใดก็ตามที่เกิดขึ้น มันมีเหตุผลของตัวมันเองเสมอ ขึ้นอยู่ที่มุมมองของแต่ละบุคคล ว่าใคร….. จะมองเห็นโอกาส ในการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่นี้ แล้วหยิบเอาเทคโนโลยีใหม่เหล่านี้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างสูงที่สุด เท่าที่มันควรจะเป็น

ถึงแม้รูปแบบของเงินที่ใช้ จะเปลี่ยนแปลงไปหรือต่างไปจากเดิมมากน้อยแค่ไหนก็ตาม ผู้เขียนเชื่อครับ ว่ายังไง…….”หัวใจของมันยังคงเหมือนเดิม”

ผู้เขียนหวังว่า บทความนี้ จะสร้างประโยชน์ ให้กับผู้อ่านทุกคนได้ ไม่มากก็น้อย

แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า

ขอบคุณครับ

” By นัท “

 

 

 

 

 

 

Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.