giiiiik/ April 26, 2019/ Analysis/ 0 comments

บทความนี้ผู้เขียนได้นำข้อมูลมาจากบทสัมภาษณ์ทางช่อง Bit Investment ที่ได้สัมภาษณ์ คุณออม อัญชิสา ฐาปนากรวุฒิ จากทีมฟินเทค กลต. ซึ่งมีหน้าที่หลักเกี่ยวกับ Digital Assets จากคลิปวีดีโอนี้ค่ะ

https://www.youtube.com/watch?v=n41-cuMPizo

ฟินเทค กลต.

คุณออมกล่าวว่างานเกี่ยวกับ Digital Assets เป็นงานที่ตื่นเต้นและมีเรื่องใหม่เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตอันใกล้จะสามารถ Transfer Assets ได้แบบ Real Time

หลักคิด กลต.เกี่ยวกับ Tokenization และ STO

Tokenization คือ Generic Term การนำสินทรัพย์หรือ Assets บางอย่างให้มาอยู่ในรูปของ Token

Tokenization

ภาพสมมติอธิบายการทำงานของ Mobile Payment Tokenization

ที่มา:https://en.wikipedia.org/wiki/Tokenization_(data_security)#/media/File:How_mobile_payment_tokenization_works

STO มาจากคำว่า Security Token Offerings เป็นการนำหลักทรัพย์ที่มีอยู่มาอยู่ในรูปของ Token ซึ่งทั้ง 2 รูปแบบจะอยู่ในรูปของกระบวนการทั้งสิ้น

ข้อแตกต่างระหว่าง STO และ ICO

แนวโน้มของทั่วโลก เริ่มสนใจ STO มากกว่า ICO ซึ่งเป็นการนำหุ้นหรือตราสารหนี้มาอยู่ในรูปของ Token

สำหรับ ICO หรือ Initial Coin Offerings ก็คือกระบวนการออกใบนำเสนอขาย Token เช่นกัน แต่ว่า ข้อแตกต่างก็คือ สิทธิของผู้ถือ Token เช่น สิทธิของผู้ถือ STO คือมีสิทธิเทียบเท่ากับ ผู้ถือหลักทรัพย์ เหมือนที่ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ หรือมีสิทธิในความเป็นเจ้าหนี้ ในขณะที่ สิทธิ ICO จะได้สิทธิไม่เหมือนกับหลักทรัพย์เสียทีเดียว ICO จะมีสิทธิออกใบเสนอขาย Digital Token ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ

  1. Investment Token – ซึ่งให้สิทธิส่วนแบ่งหรือผลกำไร แต่ไม่ให้สิทธิความเป็นเจ้าของ สิ่งที่ได้จะเป็นส่วนแบ่งของรายได้ หรือผลกำไรที่ได้มา
  2. Utilities Token – คล้ายคูปองที่มีสิทธินำ Token ไปใช้บริการ Platform หรือบริการต่างๆ โดยใช้ในระบบภายในเอง ซึ่งไม่เกี่ยวกับระบบภายนอก ทั้งนี้รวมถึงใช้บริการและได้ส่วนลดด้วย

จะเห็นได้ว่าหลักทรัพย์จะกำหนดเป็น Positive List เช่นหุ้นหรือหนี้ เป็นต้น โดยถ้ามีอะไรที่ไม่เข้ากับคำนิยามหลักๆ เหล่านี้·ก็จะไม่นับว่าเป็นหลักทรัพย์ ในขณะที่ ICO ผู้ลงทุนสามารถกำหนดโครงสร้างสิทธิของผู้ลงทุนที่ถือหรือลงทุนใน Token ได้หลากหลายมากกว่า เช่น อาจไม่ให้สิทธิในการถือครองเป็นเจ้าของก็ยังได้ ซึ่งในส่วนนี้ทำให้ STO ค่อนข้างจะดึงดูดใจคนได้มากกว่า ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น Startup คิดค้นมาแทบแย่ก็คงไม่อยากถูกดึงสิทธิความเป็นเจ้าของและได้เพียงส่วนแบ่งรายได้หรือผลกำไรแบบ ICO  

กฎหมายสำหรับ STO และ ICO

กฎหมายสำหรับ STO และ ICO อยู่ในกฎหมายที่แตกต่างกัน อันได้แก่ พรบ.หลักทรัพย์ และ พรก.สินทรัพย์ดิจิตอล ซึ่งพรก.สินทรัพย์ดิจิตอลได้กำหนดว่าอะไรที่นิยามว่าเป็นหลักทรัพย์ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรือหน่วยลงทุน ก็จะอยู่ในส่วนการดูแลของพรบ.หลักทรัพย์ แม้ว่ารูปแบบจะเป็น ดิจิตอล หรือว่า Token ก็ตาม ฉะนั้น STO จึงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลในพรบ.หลักทรัพย์ สำหรับ ICO ก็ถูกควบคุมภายใต้กฎหมายพรก.สินทรัพย์ดิจิตอลที่ออกมาเมื่อปีก่อน

1556255743510.jpg

ความจริงแล้ว STO กลับอยู่ภายใต้พรบ.หลักทรัพย์ซึ่งมีมานานแล้ว แต่ STO กลับมาอยู่ภายใต้พรบ.หลักทรัพย์ทั้งที่เป็นเรื่องใหม่ ซึ่งคุณออมชี้แจงว่าเรื่องใหม่ของ STO มีเพียงการช่วยนำเทคโนโลยีมาช่วยผู้ลงทุนออกหลักทรัพย์เพื่อช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพ ในขณะที่สิทธิต่างๆ ของผู้ลงทุนยังคงได้เสมือนการเป็นผู้ถือหลักทรัพย์เหมือนเดิม ซึ่ง ณ จุดนี้ STO ก็เปรียบเสมือนหลักทรัพย์ที่เปลี่ยนกระบวนการหรือวิธีการถูกเปลี่ยนเป็นรูปแบบ Tokenization หรือในแบบดิจิตอลเท่านั้น

ในแง่ของกลุ่มเป้าหมายผู้ลงทุนนั้น STO และ ICO มีกลุ่มเป้าหมายลงทุนที่แตกต่างกัน ผิวเผินแล้ว STO จะเหมือนสิ่งที่จับต้องได้มากกว่า ICO ในมุมมองของกลต.มองว่าเป็นทางเลือกของผู้ลงทุนและ ผู้ระดมทุนทั้งคู่ สำหรับ STO มีสิทธิความเป็นเจ้าของและได้ความคุ้มครองตามกฎหมายและพรบ.หลักทรัพย์ จึงเหมาะสมในแง่ของผู้ลงทุนมาก ในขณะเดียวกัน ในฐานะผู้ระดมทุนที่ยังคงห่วงความเป็นเจ้าของก็จะสนใจช่องทาง ICO มากกว่า เช่นถ้าอยากสร้าง Platform ก็จะไปสนใจในแง่ ICO มากกว่า

ในแง่กระบวนการซื้อขาย Token คือการออก ITO ในฐานะหุ้นกู้ ในความต่าง ที่อยู่ในฐานะ ITO หากต้องการออกหุ้นในรูปแบบ STO มีข่าวดีมาเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ทำให้ออกหลักทรัพย์โดยไม่ต้องใช้ใบกระดาษได้ และ Tokenize หลักทรัพย์ได้โดยผ่านศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ และมีความมั่นใจทางกฎหมาย ตอนนี้กลต.กำลังดูกลไกให้ชัดเจนเพื่อปูทางในการทำ STO ได้ ในเวลาอันใกล้เมื่อหลักเกณฑ์พร้อมก็จะสามารถทำ STO ได้

รูปแบบ Token ที่ทำ Tokenization

รูปแบบ Token ที่ทำ Tokenization แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก

  1. Token แบบที่เป็นหลักทรัพย์ที่ขายอยู่ในหลักทรัพย์ออกมาเพื่อระดมทุน และ Migrate จาก IPO มาเป็นระบบ STO
  2. นำ Assets เดิมที่มีมาในโลกมาทำให้อยู่ในรูปแบบ Tokenize เช่น บ้าน คอนโด เพชร ทำให้คนเข้าถึงการลงทุนได้มากขึ้น เช่นปกติคอนโดใจกลางเมืองหลายสิบล้านถูกแยกเป็น Tokenize ก็สามารถซอยคอนโดหลักหลายสิบล้านเป็นหน่วยลงทุนย่อยๆ เพียงหลักหมื่น และบริหารให้ผู้ลงทุนทุกท่านได้ส่วนแบ่งรายได้ด้วย รวมทั้งสามารถซื้อขาย Token เปลี่ยนมือได้ด้วย แต่ต้องผ่านศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ Trading Platform

 

Stable Coin อยู่ในพรบ.หลักทรัพย์ หรือพรก.สินทรัพย์ดิจิตอล

นิยามของหลักทรัพย์เป็น Positive List ถ้าหากไม่ได้เข้าเกณฑ์ก็จะถูกจัดเป็นพรก.สินทรัพย์ดิจิตอลทั้งหมด ปัจจุบันมีการนำเสนอ บาทเพก และ โกลด์เพก มีคนเริ่มทำในตปท. เช่นนำเงิน ดอลล่าร์ หรือทอง มาทำให้เป็น Token เช่น One Gram สำหรับประเทศไทย กำลังศึกษาว่ามีการ Reserve ไว้จริงหรือไม่ เช่น บาทเพกโทคเคน มีเงินตรงนั้น Reserve จริง ไม่ได้เสกเหรียญขึ้นมาได้ อย่างเช่น วิธีการหากเป็นร้านทองที่ขายตั๋วทองก็สามารถทำ Tokenize ได้

ในส่วนของการลงทุนตลาดแรก เช่น ลงทุนผ่าน IPO ต้องมี Broker หรือ Under Writer แต่หากว่าเป็น STO Broker และ Under Writer ก็ยังคงอยู่เพราะในกระบวนการเราก็แค่ทำให้การออกหลักทรัพย์สะดวกขึ้นซึ่งก็ยังคงต้องอาศัย Broker หรือ Under Writer ในการตรวจสอบ Financial Statement และเป็น Financial Advisor อยู่ แค่นำกระบวนการบางอย่างให้อยู่ในดิจิตอล ซึ่งผู้ที่เป็นตัวกลางอาจจะต้องปรับตัวให้ตนเองอยู่ได้กับงานที่ทำอยู่ เพื่อให้ได้สิ่งที่ดีกว่า รวดเร็วกว่า และสร้างสรรค์กว่า

หากมาในรูปแบบนี้ มีความเป็นไปได้ในการทำ Settlement ในแง่เทคโนโลยีไม่น่ามีปัญหา หรือหากว่าเป็นปัญหาก็เป็นปัญหาที่แก้ได้ง่าย เนื่องจากเป็นปัญหาที่ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อนเหมือนคนหรือวิธีการ สิ่งที่เป็นอุปสรรคน่าจะเป็นเรื่อง Regulation ที่จะต้อง Solve หลาย Challenge เช่น คนบางคนก็ไม่เชื่อในเทคโนโลยี การจะเปลี่ยนคนให้ยอมรับกับสิ่งใหม่ต้องใช้เวลาพิสูจน์

License ที่มีอยู่ในปัจจุบัน

  1. ICO Portal อยู่ในพรก.สินทรัพย์ดิจิตอล คือผู้ที่ได้รับการเห็นชอบจากกลต.มี 1 ราย ซึ่งกำลังรอ Activate จากกลต.มีหน้าที่เหมือน Financial Advisor ทำหน้าที่ในการ screen deal ต่างๆ และอาจทำหน้าที่ในการ Tokenize ด้วย แต่หากวันหนึ่งถ้าต้องการข้ามเกาะจากสินทรัพย์ดิจิตอลมาเล่นหลักทรัพย์ ก็จะต้องได้รับอนุญาตในฝั่งหลักทรัพย์ด้วย ซึ่งพรก.กำลังพิจารณาอยู่
  2. Tokenization Platform หรือศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ คล้ายกับ ICO Portal แต่อยู่ในพรบ.หลักทรัพย์ โดยหน้าที่ของ Tokenization Platform คือเมื่อเรามีกลไกการออกหลักทรัพย์โดยต้องฝากด้วยใบ Jumbo ศูนย์รับฝากตรงนี้ก็จะสามารถออกเป็น Token ได้ โดยไม่ต้องมีใบ Jumbo ในกรณีที่เป็น Assets อื่นที่ไม่เกี่ยวกับ หุ้น หรือ Security แต่เอาทองมา Tokenize ก็จะมี Depository Reciept (DR) ตราสารแสดงสิทธิของผู้ฝากสินทรัพย์แบ่งออกเป็น Stock, Bond,Gold ซึ่งถ้าหากว่าเป็น Gold ก็จะต้องแสดงให้เห็นว่ามีกลไกในการเก็บอยู่ แม้อาจจะไม่ได้เก็บทองจริงแต่ Tokenization Platform ก็จะมีกระบวนการสอบทานว่าหลักทรัพย์นั้นมีอยู่จริง
    สำหรับ พรบ.สินทรัพย์ดิจิตอล ในกรณีผู้เก็บบาทเพก โกลด์เพก ทางกลต.จะมีกลไกเพิ่มมาว่าใครมีหน้าที่เก็บเงินบาท หรือเก็บทอง ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีเกณฑ์ตรงนั้น อย่างไรก็ตามจะมีกฎหมายในการพิจารณาออกมาเพิ่มเติม หากมี Tokenization Platform เมื่อไร ก็ต้องมาขอใบอนุญาตศูนย์รับฝาก เพื่อให้สามารถออกหลักทรัพย์ในรูปแบบ Token ได้ และทางกลต.จะต้องไป Hearing ก่อน และจะมีเกณฑ์ชัดเจนขึ้น ซึ่งขณะนี้ตลาดหลักทรัพย์กำลังค้นคว้าในส่วนตรงนี้อยู่
  3. Digital Assets Exchange อยู่ในพรก.สินทรัพย์ดิจิตอล อยู่ในเกาะสินทรัพย์ดิจิตอลถ้าต้องการข้ามฝั่งมาเล่นในฝั่งหลักทรัพย์ก็ต้องได้รับอนุญาตในฝั่งหลักทรัพย์ด้วย สำหรับปัจจุบัน Digital Assets Exchange ได้แก่ BX,Bitcup,SatangPro ซึ่งเมื่อเข้าไป Trade Bitcoin , Ethereum ก็จะเข้าไปเทรดกันในนั้น แต่หากว่าเมื่อ Tokenization Platform เกิดขึ้นและมีคนนำ Token ไป issue ในนั้น จะสามารถนำ Token มาซื้อขายใน Digital Assets Exchange ได้หรือไม่นั้น คุณออมบอกว่า ขณะนี้มีแนวทางเรื่อง Assets token ที่อยู่ภายใต้พรก. เมื่อไป Trade ในตลาดรองก็จะต้องอยู่ในรูปแบบ digital Assets Exchange แต่หากว่าทำในรูปแบบที่ใหญ่มากจนทำให้อยู่ในรูปกอง Trust กอง Lead ที่อยู่ในพรบ.หลักทรัพย์ ก็จะไม่สามารถข้ามมาเล่นใน BX,Bitcup,SatangPro ได้ หากอยากทำได้ก็จะต้องขออนุญาตมี license ในเกาะหลักทรัพย์ก่อน ซึ่งกระบวนการในฝั่งหลักทรัพย์จะเข้มข้นกว่าฝั่งสินทรัพย์ดิจิตอลหรือไม่นั้นมีเกณฑ์ประเมินอยู่ที่ว่าต้องการเข้ามาเล่นในรูปแบบใด เช่น หากต้องการเข้ามาเป็น Trading Platform ปัจจุบันมีทางเลือกคือ อาจเข้ามาเป็น Electronic Trading Platform (ETP) ซึ่งทางกลต.ก็มี Sandbox Program และพยายามผลักดันเกณฑ์จริงของ Electronic Trading Platform (ETP) ให้สำเร็จ หรือจะเข้ามาเล่นในบทบาทของศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ก็จะมีความเข้มข้นขึ้นมากว่า ETP หากว่าข้ามเกาะ ก็ต้องวิเคราะห์ก่อนว่าจะเข้ามาเล่นในฐานะอะไร แต่ทางกลต.ก็สนับสนุนให้ผู้เล่นข้ามเกาะพยายามให้ผู้เล่นที่อยู่ในเกาะสินทรัพย์ดิจิตอลเข้ามาเล่นในฝั่งหลักทรัพย์ได้ด้วย

ไม่ว่าจะเป็น ICO Portal หรือ Digital Assets Exchange ถ้าจะข้ามไปอยู่ในพรบ.หลักทรัพย์ก็สามารถทำได้โดยขอ License เพิ่มและเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ในขณะเดียวกัน บ.ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับ IPO อยู่แล้ว ดูจากแนวโน้มก็คือ Transform ตัวเองไปทำ STO และหากต้องการข้ามเกาะไปทำ พรก.สินทรัพย์ดิจิตอลด้วยก็ต้องขอ License ICO Portal

ถาม-ตอบ

STO สามารถให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนได้ด้วย และการกำกับดูแลก็ไม่ต่างกัน ซึ่งศูนย์รับฝากรับทรัพย์มีแล้ว 1 ราย หลังจากที่ได้ Token แล้ว จะสามารถไปซื้อขายที่ศูนย์ซื้อขายหลักทรัพย์ปกติ หรือ Electronic Trading Platform แต่ปัจจุบันยังไม่มีใครได้ License ซึ่งปัจจุบัน exchange ที่มีคือ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั่นเอง

ทำไมภาษีคลิปโตจึงเก็บ 15% หรือหุ้นไม่เลือกเก็บ

  • Curve สรรพากร STO ค่อนข้างมีหลักชัด แต่ ICO ยังต้องรอความชัดเจนจากทางสรรพากรอยู่ STO แค่เปลี่ยนวิธีการเท่านั้นเอง เสมือนเวลาแต่ก่อนเขียนจดหมายผ่านไปรษณีย์ ปัจจุบันเขียนผ่าน E-mail

ต่อไปจะเอา BTC ไปซื้อหุ้นที่เป็น Token ได้ไหม

  • ความจริงแล้วเป็นคนละเกาะ หรือคนละ License ปัจจุบันยังแยกกันอยู่ แต่ในอนาคตเกาะนี้จะเข้าใกล้กันเรื่อยๆ สมมติว่าพี่บิทเป็น Exchange หนึ่งที่ขอ License ที่เป็น  License Digital Assets Exchange ปัจจุบันสมมติว่าซื้อขาย Trade Bitcoin Ethereum และรับภาระภาวะตลาดผันผวนได้และไปขอ License ตลาด STO และข้างหลังระบบก็จะไป Settle กันเอง โดยเอาราคาตลาดมาเทียบมูลค่าก็ย่อมได้ ตอนนี้หากว่า BX,Bitcup,SatangPro ไปขอ License ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ตลาดหลักทรัพย์จะเข้ามาเป็น Digital Exchange ไหม

  • น่าจะต้องใช้เวลาพอสมควร ในการจัดการ  License เพราะจะไม่มีที่ขาย Token ถ้ามีการ Issue Token

มีความเป็นไปได้ไหมครับ ถ้าผมไปเทรดเว็ปนอกแล้วได้เงินมาก่อนใหญ่มาก แล้วมาขายใน exchang ผมจะโดนอายัดเงินไหมครับ (ปล. ไปลง ICO ความเสี่ยงสูงมา)

  • ปกติแล้วไม่ได้สามารถอายัติเงินกันได้ง่ายๆ หรือมีแนวโน้มเป็นการก่อการร้ายหรือฟอกเงินก็ไม่สามารถจะทำการอายัติกันง่ายๆ แต่หากว่าเป็นเรื่องการแลกเงินบาท Exchange ก็ต้องส่ง Record ให้กลต.อยู่แล้ว หากก้อนใหญ่มากเกินไปก็จะต้องเป็นที่จับตามองเช่น 2 ล้านบาท ก็จะโดนตรวจสอบจาก ปปง.

หุ้น nasdaz ถ้าเขาทำมาในรูป token คนไทยจะซื้อได้มั้ย

  • การควบคุมการแลกเปลี่ยนเช่นนี้จะต้องดูว่ากฎหมายทางประเทศนั้นๆ อนุญาตหรือไม่ มีขอบเขตแค่ไหน

มุมมองการกำกับดูแลกลต.มีการปรับปรุงไปอย่างไร และความชัดเจนเรื่องภาษีทั้งเก่า ICO และใหม่ STO จะเป็นอย่างไร

สรุปแล้วกลต.มองว่าเทคโนโลยีคือโอกาส หากว่าเราอยู่เฉยๆ โลกก็จะหมุนไปอยู่ดี และเป็นการเสียโอกาส ไม่สามารถเตรียมตัว Player ใน Industry ให้มีความพร้อม กลต.จึงพยายามเข้าถึง Industry ว่ามีทิศทางไปอย่างไรแล้วและกลับมาคิดว่า กลต.ในฐานะ Regulator ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง จึงได้ข้อสรุปมาว่า

  1. กลต.ต้องสร้างความชัดเจนทางกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายได้ถูกเขียนมาเนิ่นนานแล้ว และบางอันเป็นอุปสรรค อีกหน่อยจะผิดหรือไม่ ในแง่การดำเนินการและเราจะออกแนวปฏิบัติให้ทางภาคธุรกิจได้มั่นใจว่าเขาสามารถทำได้
  2. กลต.ต้องการผลักดันผู้เล่นที่เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเข้ามา เช่นผู้เล่นที่อยู่ในเกาะสินทรัพย์ดิจิตอลก็จะข้ามเกาะ มาเล่นในเกาะหลักทรัพย์มาให้บริการในด้าน STO ได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่อยู่ในเกาะพรบ.หลักทรัพย์เดิม ก็จะต้องปรับตัวให้เท่าทันเทคโนโลยี และไม่ได้ปิดกั้น หากว่าต้องการข้ามมาสินทรัพย์ดิจิตอลได้
  3. แม้แต่กลต.ก็ต้องปรับตัว เนื่องจากเทคโนโลยีที่ไปอย่างรวดเร็ว กลต.ที่เดิมทีเป็น Gate Keeper ก็จะต้องเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ โดยการทำให้ Regulation Update กับเหตการณ์ปัจจุบัน กลต.ก็จะต้องเป็น Adaptive Regulation โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามากำกับดูแล เช่น ในเทคโนโลยีบล็อคเชน ถ้าต้องการศึกษาก็ต้องเข้าไปเป็น Node ด้วย และไปเดินสายตาม community ด้วย ที่เพิ่งไปมาก็คือเชียงใหม่ Block Mountain ซึ่งคนก็ตื่นตัวกับเทคโนโลยีในระดับหนึ่ง มีทั้งนักศึกษาและประชาชนในพื้นที่ให้ความสนใจค่อนข้างเยอะ  ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มีเปิด Digital College of Innovation อีกด้วย ทำให้รู้ว่าคนลงทุนในสินทรัพย์ดิจิตอลมีอยู่ทุกที่ และเป็นอีเวนต์ที่ได้เปิดหูเปิดตากับคนที่อยู่ในต่างจังหวัดจริงๆ ความจริงแล้วเชียงใหม่ก็เป็นสถานที่ที่มี digital nomad ค่อนข้างเยอะ และมีฐาน Operation ที่เชียงใหม่ด้วย กลายเป็นอีก 1 ฮับของประเทศไทย และสถานที่ที่น่าสนใจอีกที่คือ ภูเก็ต ขอนแก่นที่มีนักพัฒนาซอฟท์แวร์เก่งๆ อยู่ ทางกลต.ก็ทราบถึงจุดนี้และอยากเปิดโอกาสให้ประเทศด้วย ให้ชาวต่างชาติเข้ามาช่วยพัฒนาด้วย เป็นทั้งตลาดทุนและเป็นภาคเศรษฐกิจให้ประเทศ

Fintech Challenge & Fintech Forum

Fintech Challenge เกิดขึ้นเพราะว่าอยากให้มีการทำเทคโนโลยีใหม่ๆ หรือมีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้มา challenge กัน เรียกได้ว่าเป็นเวทีคนมีของ และเป็นอีกหนทางที่ทำให้คนเริ่มเปิดโอกาสให้ตนเองเข้ามาคุยกับกลต. ให้กลต.ช่วยเหลือ และกลต.ก็จะมีการปรับกฎเกณฑ์บางอย่างเพิ่มเติมเพื่อรับรองเทคโนโลยี ให้ผู้ประกอบธุรกิจเสนอแนวทางใหม่ๆ เช่น ETP ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจดิจิตอลที่เป็น Exchange จะมาขอ License เพิ่มได้เพื่อที่ข้ามเกาะมาหลักทรัพย์ ไอเดียนี้ก็ได้ก็มาจากทีมที่ชนะ Fintech Challenge เช่นกัน ซึ่งทีมนี้ก็อยู่ในวงการสินทรัพย์ดิจิตอลที่ทำ Exchange อยู่

หุ้นกู้สัมพันธ์กับการลงทุนยุคใหม่อย่างไร

สำหรับเรื่องหุ้นกู้ เป็นสิ่งที่นำมาอยู่ในรูปของ Token ได้เป็นการระดมทุน โดยหุ้นกู้ให้สิทธิคนที่ถือตัว Token เป็นสิทธิของเจ้าหนี้ และสำหรับ Crowdfunding ตอนนี้ตกอยู่ภายใต้กฎหมาย พรบ.หลักทรัพย์

หากต้องการข้อมูลในส่วนใดเพิ่มเติม สามารถหาข้อมูลได้ที่เวปไซต์ กลต. นะคะ

https://www.sec.or.th/TH/Pages/Home.aspx
https://เสี่ยงสูง.คอม

ครั้งหน้าผู้เขียนจะนำเรื่องอะไรมาเล่าให้ฟังหรือเพื่อนๆ อยากทราบเรื่องอะไร ก็สามารถเสนอมาได้เลยค่ะ แล้วมาพบกับเรื่องราวดีดีได้ใหม่ ใน Bit Investment นะคะ

Share this Post

Leave a Reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.